
Lav Diaz on Daily Xpress
Bangkok
(17 July 2009)
โปรแกรมหนังที่กรุงเทพ ฯ และภูเก็ต เดือนกรกฏาคม-สิงหาคม 2552 ตามนี้เลย:

Womb เป็นหนังที่ใช้ฉากอนาคตซึ่งได้รับทุนทำหนังรางวัล Krzysztof Kieslowski จากการประกวด Best Eastern and Central European Script ที่เมืองคานส์ปี 2008 หนังเรื่องนี้จะเป็นหนังทุนเยอรมัน-ฮังการีที่พูดภาษาอังกฤษเรื่องแรกของ Benedek Fliegauf ผู้กำกับชาวฮังการีที่เคยทำหนังเรื่อง Dealer และ The Milky Way ซึ่งเรื่องหลังนี้ได้รับรางวัลหนังยอดเยี่ยม Golden Leopard ที่เทศกาลหนังนานาชาติประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ยุโรปมักขึ้นชื่อลือชาในเรื่องของอารยธรรม ที่สั่งสมมาเป็นเวลาช้านาน โดยเฉพาะความเคารพในสิทธิส่วนบุคคล การให้เกียรติเพื่อนมนุษย์ หรือ ไม่เว้นแม้กระทั่ง “แวมไพร์” ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ในตำนานของยุโรป ถึงจะถูกเรียกขานว่าแวมไพร์ แต่ก็เป็นแวมไพร์แบบผู้ดี นั่นคือ ก่อนที่จะเข้าบ้านของคนอื่น เพื่อจุดประสงด์ดีหรือร้ายก็แล้วแต่ แวมไพร์เหล่านั้นก็จะเคาะประตูบ้านเพื่อขออนุญาตแขกที่พวกเขาไปเยี่ยมเยียนเสมอ และจะถือเป็นเรื่องซีเรียสมากหากเจ้าของบ้านไม่ตอบตกลง โดยเฉพาะ “เอลี่” แวมไพร์เด็กสาว ที่ ยังคงสืบทอดมารยาทการขออนุญาตก่อนเข้าบ้านคนอื่นอันน่าเอาเยี่ยงอย่างมาจากต้นตระกูลของเธอ เธอแคร์เรื่องนี้มาก เพราะประตูบ้าน หรือ อาจจะเรียกประตูห้องมากกว่า ที่เธอใจจดใจจ่อรอเจ้าของบ้านอนุญาตให้ย่างกลายเข้าไปข้างในนั้น คือ บ้านของมนุษย์ธรรมดา ที่มีเลือดเนื้อ มีจิตใจ และความรักให้กับเธอ การที่มนุษย์คนหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรักของเธอ กล่าวคำว่า “อนุญาต” กลับมีนัยยะแฝงไว้ด้วยการยอมรับในตัวตนของอีกฝ่าย ให้ก้าวข้ามพรมแดนระหว่าง แวมไพร์ กับ มนุษย์ และพร้อมที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกันในฐานะฉันคนรัก นั่นหมายความว่า “เอลี่” ต้องการการยอมรับในฐานะ“ the right one”
“Let the right one in” ถ้าแปลตามรูปศัพท์ น่าจะหมายถึง “อนุญาตให้คนที่เธอพึงใจเข้าไปข้างในด้วยเถิด” แต่ถ้าแปลเป็นชื่อหนังแบบสำนวนหนังไทย น่าจะได้ประมาณว่า “เช็คอินหัวใจ ให้เธอคนเดียว”อาจจะเป็นชื่อที่เสี่ยวแต่เหมาะกับ “Let the right one in” เพราะเป็นหนังรักขนานแท้ ดังนั้นแรงบันดาลใจในการตั้งชื่อล้วนมาจากหนังรักทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์เกาหลี อย่าง “เช็คอินหัวใจ”กับหนังวัยรุ่นไทย ที่เคยโด่งดังในอดีตอย่าง “โลกทั้งใบให้นายคนเดียว”
นอกจากนี้ ลักษณะภายในดังกล่าว ยังถูกถ่ายทอดออกมาทางกายภาพของทั้งคู่อย่างชัดเจน ราวขาวกับดำ สีขาวเปรียบเหมือน ออสการ์(แคลร์ เฮดเดแบรนท์) เด็กหนุ่มวัย 12 ปี ที่กำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น ผิวพรรณเกลี้ยงเกลา สีขาวนวล ผมสีบลอนด์อ่อนๆ ทำให้ใบหน้านั้นเกือบจืดชืด ถ้าไม่มีหน้าตาจิ้มลิ้ม มารองรับ ออสการ์คงเป็นแค่ตัวแสดงหน้าจืดที่ไม่มีจุดเด่นใดๆ แต่มีเสน่ห์อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ผิดกับ เอลี่ (ลิน่า ลีแอนเดอร์สัน) แวมไพร์วัย 12 ขวบเช่นกัน แต่เธออายุสิบสองขวบมาหลายสิบปีแล้ว และยังมีดวงตาดำขลับลึกลับเป็นเครื่องประดับบนใบหน้าซีดเซียว ที่มีปอยผมหยักศกสีดำเข้มมาคลอเคลียที่ข้างแก้มทั้งสอง
หรือชายอีกคนหนึ่งที่อยู่ร่วมห้องกับเอลี่ที่จับต้นชนปลายไม่ได้ว่า เขาเป็นพ่อของเธอ หรือ มีสถานะเป็นอย่างอื่นกันแน่ เพราะดูท่าทางชายผู้นี้จะหึงหวงเอลี่ผิดพ่อลูกธรรมดา และปฏิบัติตัวเยี่ยงทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ ยอมทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้ได้เลือดมาสังเวยเอลี่ วันไหนที่หาเลือดไม่ได้เป็นต้องมีปากมีเสียงกับเอลี่ และลงเอยด้วยการที่เอลี่ ออกไปล่าเหยื่อด้วยตัวเอง ด้วยความที่บูชารักเป็นที่ตั้งจนเกินเหตุ จุดจบของชายผู้นี้ จึงไม่สวยงามสักเท่าไหร่ ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจคนที่คลั่งไคล้ หลงใหลรักได้เป็นอย่างดี ถึงตรงนี้แล้วน่าจะสรุปได้ว่า ชายคลั่งรักผู้นี้ เป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากทาสรักของเอลี่นั่นเอง
เรื่องราวที่จะตีพิมพ์ต่อไปนี้อาจมีประโยชน์หรือใกล้ตัวแค่ไหนสำหรับผู้อ่านและคนดูหนังคงยากจะคาดเดา แต่ข้อมูลจากแฟ้มลับ BFI (มิใช่ FBI) ที่จะตีพิมพ์ต่อไปนี้นั้นอาจจะชี้ที่มาสำคัญส่วนหนึ่งในการศึกษามรดกภาพยนตร์โลก ซึ่งเราท่านในปัจจจุบันต่างได้รับบุญกุศลตกทอดมาให้อ่านผ่านโลกอินเตอร์เน็ต ยิ่งหากท่านใดยังเล็งเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์รักษาฟิล์มและเอกสารโบราณที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าภาพยนตร์ในโลกอนาคตจะถูกจ้องมองผ่านวัสดุสื่อสารชนิดใดก็ตาม กิจกรรมของหอภาพยนตร์ในประเทศต่าง ๆ ในลักษณะใกล้เคียงกับสถาบันภาพยนตร์ BFI เท่านั้นอันจะเป็นตัวแทนและภารกิจหลักในการปูภาพลักษณ์อดีต-ปัจจุบันให้มนุษย์ในกาลหน้าได้ศึกษา
‘กัลปพฤกษ์’ : ในส่วนนี้นี่จำกัดเฉพาะหนังอังกฤษหรือเปล่า?

Peter : จริงหรือครับ? น่าสนุกจัง และไม่ใช่แค่ double bill เท่านั้น สมัยก่อนยังมีการการฉายหนังแบบโต้รุ่งสามเรื่องตลอดคืนให้ได้ดูกันด้วย





งานสยองขวัญแฟนตาซีเกี่ยวกับคนแคระที่ถูกหญิงสาวหลอกล่อเพื่อรอจะปอกลอก โดยในช่วงทศวรรษ 1970’s จนถึงต้นยุค 1980’s นั้น Pupi Avati ก็ดูจะพยายามเอาดีในด้านการทำหนังสยองขวัญแฟนตาซีที่อุดมไปด้วยฉากฆาตกรรมหรือฉากความฝันสุดพิสดารในผลงานชื่อสุดประหลาดอย่าง The House with Laughing Windows [La casa dale finestre che ridono] (1976)
ซึ่งก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากมายสักเท่าไร กระทั่งในช่วงยุค 1980’s นี่เองที่ Pupi Avati เริ่มคลี่คลายหันมาจับงาน drama โดยเฉพาะแนว period ย้อนยุคซึ่งก็ได้กลายเป็นหนังแนวทางถนัดของเขาในเวลาต่อมา ผลงานที่น่าสนใจในช่วงนี้ก็ประกอบไปด้วย School Outing [Una gita scolastica] (1983) Noi tre (1984) และ The Story of Boys and Girls [Storia di ragazzi e di ragazze] (1989)
ซึ่งก็ส่งผลให้เขามีผลงานได้รับคัดเลือกเข้าร่วมชิงรางวัลปาล์มทองคำในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์เป็นครั้งแรก ก่อนจะตอกย้ำความสำเร็จในอีกสองปีถัดมาด้วยการนำหนังย้อนยุคเกี่ยวกับตำนานยุคกลางในเมือง Tuscany เรื่อง Magnificat (1993) เข้าร่วมประกวดในเทศกาลนี้อีกครั้ง หลังความสำเร็จของหนังทั้งสองเรื่องนี้แล้ว Pupi Avati ก็ดูจะพัฒนาฝีไม้ลายมือได้อย่างแก่กล้ามากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นผู้กำกับแถวหน้าระดับตัวแทนคว้ารางวัลจากเทศกาลดัง ๆ ด้วยผลงานเด่น ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น The Best Man [Il testimone dello sposo] (1998) ซึ่งได้ร่วมประกวดในเทศกาลภาพยนตร์เมืองแบร์ลิน The Heart Is Elsewhere [Il cuore altrove] (2003)
ที่ได้เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำในเทศกาลหนังเมืองคานส์อีกครั้ง และยังมี The Second Wedding Night (2005) กับ Giovanna’s Father [Il papa di Giovanna] (2008)
ผลงานชิ้นล่าที่ได้เข้าร่วมประกวดในเทศกาลภาพยนตร์เมืองเวนิสด้วยกันทั้งคู่ แถมในเรื่องหลังนักแสดงนำอย่าง Silvio Orlando ยังสามารถคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในบทพ่อที่ต้องเผชิญบททดสอบทางใจขนานใหญ่เมื่อลูกสาวถูกต้องสงสัยว่าเป็นฆาตกรไปนอนกอดได้อย่างไร้ข้อกังขา โดยหนังทั้งหมดที่ได้กล่าวถึงมานั้นล้วนเป็นหนังแนว period ย้อนยุคทั้งสิ้น!