6/13/13

Two years at sea ประสบการณ์การชมหนังของ Ben Rivers โดย Pichaya Anantarasate


Two years at sea ( Directed by Ben Rivers, 2011)

โดย Pichaya Anantarasate




1.  เบื้องบนเป็นแผ่นฟ้ากว้าง
เบื้องล่างเขาเป็นชายแก่กลางหุบเขา เป็นชายแก่ที่อาศัยอยู่เพียงตัวคนเดียว และแมว 1 ตัว ในบ้านหลังใหญ่ บ้านหลังเดียวในรัศมีหลาย 10 กิโลเมตร เราไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร เรารู้แค่ว่า วันนี้เป็นหน้าหนาว หิมะโปรยละอองเริงระบำในความอึมครึม เขาตื่นเช้าอยู่บนเตียงเก่าๆ ออกเดินไปบนถนนพื้นโคลนเหนอะหนะ เปิดเพลงแนวอินเดีย-ร็อค แบบฉบับชาวบุปฝาชน เขามีรถบ้านเก่าๆคันหนึ่ง เขากวาดและเก็บสิ่งของที่ไม่จำเป็นออกไป ปัดที่นอน หมอน และผ้าห่ม จากนั้นก็นอนหลับ 

หลับ..........หลับ.........หลับ........หลับ........หลับ.......หลับ.......หลับ........หลับ.......หลับ.....หลับ.......หลับ........หลับ..........ลั.......

บางขณะ เขาออกไปเดินในป่าสนกลางหิมะที่ตกหนัก เดินด้วยก้าวย่างที่คุ้นเคย จังหวะการก้าวเดินของเขา เหมือนเขาเดินด้วยจังหวะนี้มาหลายพันครั้ง ในป่าแห่งนี้ ป่าที่มีอาณาเขตลากเลื้อยไปจนสุดแนวเขา บางครา เขาเดินผ่านพื้นที่รกร้าง จากการตัดไม้ มองออกไปไกลแสนไกล ถนนที่คดเคี้ยว ยาวไกลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เขามองทางที่อยู่ตรงหน้า บางทีก็มองขึ้นไปสบตากับก้อนเมฆสีหม่นเทา ลอยละเลียดยอดไม้ คลุกเคล้ากับทิวเขา เป็นดั่งเช่นจินตนาการของศิลปินแนวธรรมชาตินิยม ที่มิอาจบรรยายด้วยคำพูด ชายแก่คงอยากจะพูดอะไรสักอย่าง พูดกับสิ่งที่อยู่รอบตัว สิ่งที่เป็นดั่งสังคมเดียวที่เขามี เป็นโลกทั้งใบที่ประครองเขาไว้ แต่เขาก็เดินต่อไป

เดิน.....เดิน......เดิน......เดิน.....เดิน....เดิน.....เดิน.....เดิน....เดิน....เดิน......เดิน........เดิน......เดิน.......เดิน...............เดิน....................................ดิ...............................................

ท้องฟ้าสีเทาหม่น เหมือนแสงแดดจะขอแอบลาหยุด เพื่อยกพื้นที่ให้ความหม่นหมองเปล่งประกายอย่างงดงามที่สุด ลมที่พัดแผ่วบางส่งเสียงคำรามเบาๆในซอกเขา ชายแก่ทำโน่นทำนี่เรื่อยเปื่อย ตัดฟืนบ้าง เขียนอนุทินประจำวันบ้าง ทำกับข้าวกลางแจ้งบ้าง คล้ายกาลเวลาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นาฬิกาทุกชนิดบนโลก ที่แห่งนี้ซึ่งเขาเหยียบยืน จึงปราศจากเงื่อนไขทั้งหลายทั้งมวลที่สังคมพื้นฐานยึดถือ ที่นี่มีแต่พระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก เขามีขอบเขตที่ไม่จำกัดในการจะเผาผลาญวัน เดือน และปี โดยการกระซิบบอกของหัวใจ เขาจึงหอบหิ้วเบาะสูบลม ถังพลาสติค 4 ถึง และโครงไม้ มุ่งหน้าไป ทะเลสาบแห่งหนึ่ง เขานั่งประกอบเรือของเขาอย่างเงียบงัน บรรจงวางลงบนพื้นน้ำ พาตัวลอยออกไปเรื่อยๆ แล้วเขาก็หลับ กลางผืนน้ำนั้น เขาหลับในขณะที่ลอย และเขาลอยในขณะที่หลับ



2.   ด้วยการไร้กรอบ ไร้กฎเกณฑ์เรื่องเงื่อนไขเวลา ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Two years at sea จึงอาจดูเป็นของแสลง สำหรับผู้ติดใจความวูบวาบ ผู้ต้องดำรงชีวิตความเร็วรีบในชั่วโมงที่เร่งร้อนของแต่ละวันในช่วงชีวิต มันอาจจะตั้งต้นด้วยความทรมาณกับการดูหนังที่ ไม่มีอะไรเลย แต่ ทุกๆครั้งที่ผมจะเตรียมใจ ละสายตาจากหนังระเบิดภูเขาเผากระท่อม มาสู่สภาวะการเข้าถึง ภาพยนต์แห่งณาน ( Comtemplative Cinema) มันก็ไม่ต่างอะไรกับการนั่งสมาธิ นั่นคือ ปล่อยใจให้นิ่ง แล้วลอยเข้าไปสู่บริบทของภาพยนตร์เฉกเช่นการสำรวจหัวใจตนเองยามหายใจเข้า พุทธ หายใจออก โธ่

หนังสวนกระแสความเร่งรีบ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ถึงกับจะดัดจริตแบบกระแส Slow living หนังไม่ถึงกับหยุดอยู่กับที่ แล้วตั้งกล้องไว้เฉยๆเพื่อให้ได้ภาพอย่างมักง่าย แต่หนังซื่อสัตย์กับโจทย์ในเรื่อง จึงตามถ่ายโดยไม่มีการต้องมาจัดฉากให้ช้าแต่อย่างใด ทว่า ผู้กำกับสามารถควบคุม พื้นที่ทางกาลเวลา ไม่ให้ดูน่าเบื่อ แต่ก็สามารถบรรจงพาความรู้สึกเคว้งคว้างในบรรยากาศสีเทาหม่น ค่อยๆเกาะกุมหัวใจไปทีละน้อย ซึ่งสามารถขับเน้นประเด็นสำคัญของหนังแห่งความเนิบช้านี้ได้ 4 ประการ



1.  ไร้เนื้อเรื่อง (Plotlessness) ไม่มีเนื้อเรื่องให้จับต้อง หากแต่ผู้กำกับก็แอบแง้มถึงที่มาบางอย่างที่ทำให้ชายแก่ มาปักหลักในพื้นที่รกร้างแห่งนี้ แต่ผู้กำกับก็ฉลาดพอที่จะให้คนดูปะติดปะต่อเอาเอง เหมือนเอาก้อนเมฆมาต่อจิ๊กซอว์

2.  ไร้ถ้อยคำ (Wordlessness) ชายแก่ในเรื่องพูดน้อยมากๆ การพูดแต่ละครั้งจึงเป็นเสียงงืมงำที่จับใจความได้ยาก เราจะเห็นแค่การดำเนินชีวิตของเขาเป็นการเล่าเรื่อง แต่ก็มีสรรพเสียงต่างๆมากมายในเรื่องนี้ เสียงใบสนที่เสียดสียามต้องลม เสียงผิวปาก และเสียงดนตรีแนวไซคีเดอริค ที่โผล่พรวดขึ้นมากลางลำ ทำลายความเงียบที่สั่งสมมา นำไปสู่ความหลอกหลอนของบรรยากาศป่าหน้าหนาวในหนังขาวดำ

3.   มีลักษณะของความเนิบช้า (Slowness) การปล่อยให้เหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นอย่างเนิบช้าและไร้ความหมาย ดูเป็นการจงใจให้เราได้เพ่งพินิจ สำรวจตรวจทาน ทั้งชีวิตของชายแก่ในเรื่อง และตัวเราในใจตัวเอง การปล่อยให้เราตืออยู่กับสภาวะไร้เวลา เป็นประสบการณ์อย่างหนึ่ง ที่เมื่อข้ามพ้นข้อจำกัดที่เราสร้างขึ้นมาเอง มันจะนำพาเราไปสู่พรมแดนที่เราไม่เคยสัมผัสมาก่อน

4.   มีลักษณะของความแปลกแยก (Alienation) ความแปลกแยก เปลี่ยวเหงา ของโจทย์ในเรื่อง ก่อให้เกิดอะไรหลายๆอย่างในใจ คำถามมากมายก่อขึ้นและเฝ้าถามตัวเราเอง เขาเป็นใคร? ทำไมเขามาอยู่ที่นี่ ? เขาสูญสิ้นสิ่งใดจึงละทิ้งสังคมมาอยู่ที่นี่? หรือเขาจะผิดหวังบางสิ่ง? ความคิด? ความศรัทธา? ความเชื่อ? หรือ ความรัก? นี่คงเป็นสิ่งที่เราคงต้องนึกเอาเอง



สิ่งที่ไม่พูด ไม่ได้เด็ดขาดคือ นี่เป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายด้วย ฟิล์ม 16 มม. นี่คงเป็นสิ่งเดียวในเรื่องที่ผมไม่อาจบรรยายถึงความงดงามได้ด้วยอักษร นี่เป็นสิ่งที่ล้ำค่ามาก ที่เราควรได้มีโอกาสดูหนังจากฟิล์ม โดยเครื่องฉายฟิล์ม เพราะ ว่ากันตามจริง แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะได้ดูหนังจากฟิล์ม 16 มม. ด้วยเครื่องฉายจริงๆ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง และถือเป็นความกล้าหาญอย่างมหาศาล ที่ผู้กำกับเลือกจะใช้ฟิล์ม 16 มม. บันทึกความงามที่ไร้กาลเวลา มันงดงามจนบอกไม่ถูกจริงๆครับ



เมื่อผมดูหนังเรื่องนี้จบลง ผมก็คงนอนหลับ หลับอย่างสงบเพื่อตื่นมาพบกับความวุ่นวายต่างๆนาๆที่เคยชิน ผมมักจะเจอเพื่อนฝูงและคนรู้จักหลายๆคนที่อยากมีบ้านนอกเป็นของตัวเองอาจจะด้วยเพราะความเบื่อหน่ายสังคม การอยากหาที่ทางให้กับชีวิต หรือดูทีวีเห็นดาราไปมีบ้านที่ต่างจังหวัด ก็อยากมีบ้าง

ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมก็คงไม่คิดอะไร แต่ตอนนี้ ผมอาจจะนึกถึงชายแก่ที่ลอยกลางทะเลสาบคนนั้น




บ้านนอกมันไม่โรแมนติคและการปลีกวิเวกไม่ใช่เรื่องสนุกผมคิดแบบนี้เสมอ แต่ก็ไม่ใช่ว่ารังเกียจ เพราะโดยพื้นฐานชีวิต ผมมีบ้านนอกเป็นของตัวเอง เป็นบ้านนอกที่เด็กๆแถวบ้านผมติดยาบ้า บ้านทรงไทยที่ติด Wi-Fi และเคเบิ้ลทีวี และมีการยิงกันทุกครั้งเวลามีงานวัด

ผมก็พอจะเข้าใจเหตุผลบางอย่างของชายแก่ เป็นเหตุผลที่ผมขอเก็บไว้ในใจอย่างเงียบๆ

ผมไม่มีทางรู้ได้หรอกครับ ว่าวันนึงข้างหน้าผมจะไปอยู่แห่งหนใด

อาจเป็นตึกสูง บ้านหลังใหญ่
หรือแค่ที่ๆมีกาน้ำ 1 ใบ กับกองฟืนที่วางอยู่เรียงราย




ข้อมูลอ้างอิง::: คอลัมน์ Deep focus ตอน ช้าที่สุดเท่าที่จะช้าได้ โดย กฤษฎา ขำยัง . นิตยสาร Bioscope ฉบับ 127 สิงหาคม 2555

ขอขอบคุณ เพลงคนเก็บฟืน โดย เล็ก คาราบาว ที่ให้แรงบันดาลใจกับงานชิ้นนี้



ขอฝากข่าวประชาสัมพันธ์ครับ ดวงกมล ฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ร่วมกับสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เชิญชม โปรแกรมภาพยนตร์ สารคดี THE ACT OR REALITIES
ทุกวันอาทิตย์ระหว่างวันที่ 2 มิถุนายน 2556 - 30 มิถุนายน 2556 ตั้งแต่เวลา 12:30 . เป็นต้นไป
ห้องเรวัต พุทธินันท์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุด ปรีดี พนมยงค์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
โทรศัพท์ 0-2613-3529 หรือ 0-2613-3530
ชมฟรี!!! (โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาชมภาพยนตร์ และกรุณาแต่งกายสุภาพ) ติดตามโปรแกรมที่ http://dkfilmhouse.blogspot.com/2013/05/the-act-of-realities_24.html ตามนี้

6/4/13

5 Broken Cameras (บทวิจารณ์ของ Pichaya Anantarasate)

5 BROKEN CAMERAS (2011) Emad Burnat and Guy Davidi 
A+++++++++++++++++++++++++


บทวิจารณ์ของ Pichaya Anantarasate

ตลอดเวลากว่า 18 ปีของการฉายหนังโปรแกรม ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ไม่บ่อยนักที่คนดูหนังจะแชร์ความเห็นหลังหนังจบกับเรา  ขอบคุณคุณ Pichaya มาก ๆ ที่ช่วยบันทึกความทรงจำแทนฮาร์ดดิสค์และกล้องของนักข่าวผู้อุทิศตนทั่วโลก โลกยังต้องการนักคิก (นักเตะ) นักเขียน ที่พยุงไม่ให้เรายอมจำนนกับความเป็นจริงแสนสิ้นหวังในจิตใจคับแคบและเร่งร้อนของหมู่เรา โลกควรจะสำนึกในบุณคุณของผู้กล้าจารึกที่ร่วมแชร์และสะท้อนความคิดถึงหนังเรื่องนี้ให้อีกหลายคนได้รับทราบ 

ภาพยนตร์เรื่องนี้เพิ่งฉายไปในโปรแกรมภาพยนตร์ฟิล์มไวรัส เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ท่านสามารถติดตามชมโปรแกรมสารคดีชุดนี้เรื่องอื่น ๆ  ได้ที่บล็อก ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) DK Filmhouse: 

http://dkfilmhouse.blogspot.com/2013/05/the-act-of-realities_24.html  








ดูสารดคีจากปาเลสไตน์เรื่องนี้ ทำให้ผมนึกถึง ช่างภาพชาวอิตาลีคนหนึ่ง และชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งฟาบิโอโปเลงกี เป็นสื่อมวลชนจากประเทศอิตาลี และ ฮิโรยูกิ ยามาโมโตะ เป็นนักข่าวรอยเตอร์ ทั้ง 2 มาทำข่าวการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ ของกลุ่ม นปช

ทั้ง 2 คนเสียชีวิตในระหว่างปฎิบัติหน้าที่ ตายกลางถนนในประเทศไทยอันเป็นเมืองพุทธ
คดีของฮิโรยูกิ จากการสืบสวน พบว่าเป็นเพราะกระสุนจากฝั่งเจ้าพนักงาน และเมื่อ วันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา ศาลได้มีการชี้แจงคำไต่สวนกรณีการเสียชีวิตของ ฟาบิโอ โปเลงกี ว่า

“เหตุแห่งความตายสืบเนื่องมาจากการถูกยิงด้วยกระสุนปืน เป็นเหตุให้เกิดบาดแผล กระสุนปืนทะลุหัวใจ ปอด ตับ เสียโลหิตปริมาณมาก โดยวิถีกระสุนปืนยิงมาจากด้านเจ้าพนักงานที่กำลังเคลื่อนที่มาควบคุมพื้นที่ จากทางแยกศาลาแดง มุ่งหน้าแยกราชดำริ โดยยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำ”
เขาตายลง ในขณะที่แขวนป้ายสื่อมวลชนไว้ที่คอ


Flashback มาที่ ปาเลสไตน์ ในปี 2005 ณ หมู่บ้านเบอิน ในเขตเวสแบงค์ ติมพรมแดน อิสราเอล
เอมัต เบอนัต ได้ซื้อกล้องถ่ายวีดีโอธรรมดาๆมาตัวหนึ่ง เพื่อต้อนรับ ลูกชายคนที่4 ที่พึ่งเกิดไม่นาน เอมัตเป็นพ่อของลูกชาย 4 คน เป็น ลูกชายของพ่อแม่ ที่มีพี่น้องน่าจะประมาณ 3 คน เพราะในหนังไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรมาก แต่เมื่อเอมัตเป็นคนๆเดียวในหมู่บ้านที่มีกล้องถ่ายวีดีโอ จึงกลายเป็นบุคคลที่ชุมชนต้องการตัวทุกครั้ง ที่มีงานรื่นเริงต่างๆ มีการแสดงโดยนักกายกรรมผู้เป็นขวัญใจของเด็กๆในหมู่บ้าน เอมัตเปรียบได้กับ ช่างภาพประจำหมู่บ้านไปโดยปริยาย ทุกๆเหตุการณ์ น่าจะพูดได้ว่าล้วนผ่านเลนส์และเม็มโมรี่การ์ดในกล้องของเอมัตทั้งสั้น

จนกระทั่งทหารอิสรเอล เริ่มเข้ามารื้อสวนมะกอกของชาวบ้าน โดยอ้างว่า บริเวณนี้เป็นพื้นที่ ที่มีความเสี่ยงเนื่องจากติดกับชายแดน 


กล้องของเอมัตได้เป็นประจักษ์พยานถึงการรุกรานของรถขนดิน และ แบ็กโฮ การกั้นแนวกำแพงลวดหนามในพื้นที่ซึ่งเมื่อก่อน ชาวบ้านเดินไปมาอย่างเสรี การชุมนุมประท้วงที่ลงท้ายด้วยการที่ทหารยิงแก๊ซน้ำตาใส่ และยิงกระสุนซ้อมยิงใส่ผู้ประท้วง มีการจับกุมผู้ประท้วงไปคุมขัง แต่บางครั้งเหตุการณ์ก็เลยเถิดจนทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัสจากลูกหลง รวมทั้ง กล้องของเอมัต





5 BROKEN CAMERAS เริ่มต้นจาก กล้องตัวแรกที่เอมัตตั้งใจแค่ว่าจะมาถ่ายลูกชายแต่ลงท้ายต้องมาเสียเพราะเหตุประท้วง จากนั้นกล้องตัวที่ 2 ตัวที่3 ตัวที่4 ตัวที่5 ก็เริ่มกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการจดบันทึกเหตุการณ์ความรุนแรงในเขตเวสแบงค์ และตัวเอมัตเอง ก็เปลี่ยนจากการ ถ่ายโดยไม่คิดอะไร เป็น การถ่ายเพื่ออุดมการณ์ เพื่อสักวันหนึ่ง ภาพและเสียงเหล่านี้จะส่งตอให้ชาวโลก และ ลูกชาย ทั้ง 4 คนของเขา ให้สานต่อเจตนารมณ์ที่จะเป็นกระบอกเล็กๆ จากพื้นที่ ซึ่งทุกวันนี้ความรุนแรงก็ยังไม่สงบลง


ตลอดเวลากว่า 1 ชม. กว่าๆที่ได้ดูสารคดีเรื่องนี้ แม้ภาพจากกล้องจะดูไม่ค่อยดี เพราะเป็นกล้องธรรมดาๆ ภาพจึงออกมาในสภาพคล้ายๆ โฮมวีดีโอ แต่เหตุการณ์ในเรื่อง ทำให้ผมต้องติดตามอย่างไม่กะพริบตา ภาพทุกภาพคือภาพจริง เหตุการณ์จริง และเป็นสารคดี ที่เลือกข้างอย่างชัดเจน ยิ่งเอมัตเปลี่ยนมาเป็นกล้อง ที่ 3 และ 4 เหตุการณ์ก็ยิ่งชวนให้ระทึกขวัญยิ่งขึ้น ทั้งการที่ทหารบุกเข้ามาที่บ้านของเอมัต กลางดึกคืนหนึ่ง เพื่อจะไล่ให้ครอบครัวออกไปจากพื้นที่ทหาร ในขณะที่ทหารที่มากัน 4 นาย มีอาวุธครบมือ เอมัตมีแค่กล้องวีดีโอตัวนึง ที่เค้ายื่นใส่หน้าของทหารพร้อมกับกดบันทึกภาพ เพื่อปกป้องทุกคนในครอบครัว ยังรวมทั้ง การที่กล้องของเอมัตเสีย ล้วนเกิดจากลูกหลงจากการเข้าปะทะของทหาร จุดที่รุนแรงที่สุดของสารคดีคือ การที่ต้องเป็นประจักษ์พยานของ การฆ่าคนที่ไร้อาวุธ และการเล็งปืนใส่กล้อง พร้อมกับลั่นไก บางครั้งกล้องก็รับเคราะห์แทน แต่ตัวเอมัตเองก็เกือบตายเช่นกัน 


แต่ทำไม เอมัต ถึงไม่ยอมหยุดที่จะทำตัวเป็น สื่อมวลชน โดนไม่สนใจคำทักท้วงของภรรยา ?
อุดมการณ์อย่างเดียวเหรอ ? เขาไม่กลัวว่า ลูกทั้ง 4 คน จะกลายเป็นลูกไม่มีพ่อในชั่วข้ามคืนเหรอ?
ผมคิดว่า สิ่งที่ทำให้ เอมัต ยืนหยัดที่จะถ่ายต่อไป เป็นสิ่งเดียวกับที่ โทนี่ แมนเด็ซ พูดไว้ในหนังเรื่อง Argo ว่า “ผมเชื่อว่า หนังของผมเป็นสิ่งเดียวกันระหว่างปืนกับหัวคุณ”
ถ้าความจริง ไม่มีปากที่จะสื่อสารกับโลกได้ เครื่องมืออย่างกล้องวีดีโอ ก็จะเป็นปากเป็นเสียงที่ความจริงจะได้ตะโกนบอกเล่าเรื่องราวที่เป็นไป เพราะฉะนั้นน่ากล่าวได้ถูกต้องว่า ถ้ารู้จักใช้ กล้องวีดีโอก็มีพลังอำนาจเทียบเท่าได้กับปืนกระบอกนึง ที่ถึงแม้จะไม่ได้มีไว้ลั่นกระสุนใส่ แต่สิ่งที่มันได้ถ่ายไว้ จะมีพลังอำนาจพอๆกับกระสุนปืนเลยทีเดียว


นั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมพบข้อสรุปได้ว่า ความชั่ว ความอยุติธรรม มักจะกลัวกล้องยามเมื่อมันกดบันทึกภาพ
เอมัต กำลังต่อสู้กับกระสุนปืน คาวเลือด และแก๊ซน้ำตา ด้วยกล้องวีดีโอตัวหนึ่ง ถึงแม้มันจะพังเพราะโดนทำร้าย ก็จะมีตัวสำรอง พร้อมจะบันทึกความจริงเสมอ


และนี่เอง ทำให้ผมคิดถึง ฟาบิโอ และ ฮิโรยูกิ


พวกเขาก็ไม่ต่างจาก เอมัต เลย ที่มีแค่กล้องในมือ และมีหน้าที่ถ่าย ความจริง ที่เกิดขึ้นตรงหน้า เพียงแต่ว่าทั้ง 2 คน โชคร้าย เพราะถึงพวกเขาจะอยู่ห่างพื้นที่ ที่มีความรุนแรงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกมากขนาดข้ามทวีป มาทำงานในพื้นที่ของประเทศไทย ที่คิดอันดับเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ของโลก แต่พวกเขาก็ยังต้องตายจากกระสุนโดนยิงจากฝั่งเจ้าพนักงาน ท่ามกลางการให้ข่าวของสื่อกระแสหลักที่ว่า ทหารใช้กระสุนซ้อมยิงเท่านั้น
เวสแบงค์ ปาเลสไตน์ กรุงเทพ ประเทศไทย ถึงไกลกัน ก็ ใกล้กัน หลังจากผมได้ดูภาพยนตร์ ที่ผมกล้าจะกล่าวว่า ถ้ายกเอาคำว่า สารคดี ออกไป นี่คือ ภาพยนตร์เกี่ยวกับตะวันออกกลาง ที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยดูม
เมื่อเครดิตจบขึ้น ผมพูดกับตัวเองในความมืด ว่า ถึงปืนจะฆ่าคนได้ แต่ฆ่าความจริง ไม่ได้

ขออุทิศบทความนี้ให้แก่ดวงวิญญาณของ ฟาบิโอ โปเลงกี , ฮิโรยูกิ ยามาโมโตะ และสื่อมวลชนทุกคนที่เสียชีวิตระหว่างการปฎิบัติหน้าที่ ทั้งในสงคราม และในการจลาจลที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก

ข้อมูลอ้างอิง

1. http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1370061673&grpid&catid=02&subcatid=0201
2. http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNMk9Ua3lOamc1T1E9PQ%3D%3D&sectionid
3. http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1331268901&grpid=01&catid=01




(ข้างบนคือบทวิจารณ์โดย Pichaya Anantarasate)

นี่คืออีก 1 ในชุดภาพยนตร์สารคดี ที่ ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ร่วมกับสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ท่าพระจันทร์ จัดฉายในชื่อ THE ACT OR REALITIES

ทุกวันอาทิตย์ระหว่างวันที่ 2 มิถุนายน 2556 - 30 มิถุนายน2556 ตั้งแต่เวลา 12:30 น. เป็นต้นไป
ณ ห้องเรวัต พุทธินันท์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุด ปรีดี  พนมยงค์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
โทรศัพท์ 0-2613-3529 หรือ 0-2613-3530

ชมฟรี!!!(โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาชมภาพยนตร์ และกรุณาแต่งกายสุภาพ)


ย้ำอีกครั้ง ตารางฉายหนังดูได้ที่ บล็อก ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส): http://dkfilmhouse.blogspot.com/2013/05/the-act-of-realities_24.html  

THE EMPEROR'S NAKED ARMY MARCHES ON ภาพยนตร์ของ Kazuo Hara (วิจารณ์โดย Pichaya Anantarasate)


THE EMPEROR'S NAKED ARMY MARCHES ON (1987) Kazuo Hara

บทวิจารณ์ของ Pichaya Anantarasate 

ขอบคุณคุณ Pichahya มาก ๆ ที่สะท้อนความคิดถึงหนังเรื่องนี้ให้อีกหลายคนได้รับทราบ ภาพยนตร์เรื่องนี้เพิ่งฉายไปในโปรแกรมภาพยนตร์ฟิล์มไวรัส เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ท่านสามารถติดตามชมโปรแกรมสารคดีชุดนี้เรื่องอื่น ๆ  ได้ที่บล็อก ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) DK Filmhouse: 

http://dkfilmhouse.blogspot.com/2013/05/the-act-of-realities_24.html  



เป็นสารคดีที่เต็มเปี่ยมด้วยความรุนแรงในระดับเดียวกับสึนามิที่ฟุกุชิมะ  ดูแล้วก็ทำให้เข้าใจสัจธรรมในโลกว่าทุกประเทศมันต้องมีเรื่องบางเรื่องที่ คนนอกแตะต้องได้ แต่คนในแต่ต้องไม่ได้  อย่างที่เราเห็นในข่าวเกี่ยวกับศาลเจ้ายาซุคุนิ นั่นไง  ผมเองก็ไม่เคยถามเพื่อนชาวญี่ปุ่นว่ารู้สึกยังไงที่บรรพบุรุษของคุณกระทำในสงครามโลกครั้งที่2 แต่ผมก็หยุดแค่เก็บไว้ในความคิด   แต่เคนโซ โอคุซากิ ไม่เก็บความคับแค้นของเค้าไว้แค่ความทรงจำ

เคนโซ โอคุซากิเป็นอดีตนายทหารที่ถูกส่งไปประจำการที่ นิวกีนีด้วยสภาพหลังสงครามที่แทบจะเรียกได้ว่า “ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์”  ทำให้เคนโซระเบิดความคับแค้นนั้นออกมา ด้วยการขับรถที่ติดป้าย ด่า จักรพรรดิฮิโรฮิโต้ว่าเป็นพวกหน้าตัวเมีย  ไร้ซึ่งความรับผิดชอบ และเป็นสมมุติเทพที่เฮงซวยที่สั่งให้ทหารหาญไปพบกับชะตากรรมที่เลวร้ายเยี่ยงนรกบนดิน   เคนโซเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อถามหาความจริงด้วยวิธีที่ใครก็นึกไม่ถึง บางที่ เค้าไปหาแม่ของเพื่อนทหารที่ชรามากแล้วเพื่อจะบอกว่าเขาเองเป็นคนที่ฝั่งลูกชายท่านไว้ และสัญญาว่าจะพาไปนิวกีนีเพื่ออัญเชิญดวงวิญญาณกลับบ้าน    บางที่เขาได้เข้าไปหานายทหารระดับผู้ใหญ่เพื่อเค้นหาความจริง ถึงนายทหารจะไม่ต้องการรื้อฟื้นความทรงจำเลวร้ายที่ผ่านมา 40 ปีแต่เคนโซก็พร้อมจะตะคอกกลับไปว่า “มึงไม่มีสิทธิจะลืม  มันเป็นความทรงจำที่มึงต้องห้ามลืม!!!”   แต่คงไม่มีคราวไหนที่ โหดสัสเท่าการบุกไปหา เพื่อนร่วมกองร้อยที่อาจมีส่วนเกี่ยวกข้องกับการฆ่าเพื่อนนายทหารที่ไร้ความผิดและเกี่ยวข้องกับการกินเนื้อคน  เมื่อคาดคั้นด้วยคำพูดไม่ได้ เคนโซก็วิ่งเข้าไปต่อย หรือ กระทืบ ถึงในบ้านเลยทีเดียว     เคนโซยอมรับแต่โดยดีว่า  หลังจากกลับจากสงคราม เขารู้ตัวดีว่ามีความกึ่งดีกึ่งบ้าน ในตัวของเขา แต่เพื่อการประกาศให้โลกรู้ถึงความจริงเรื่องนี้  ความรุนแรงคือเครื่องมือสำคัญที่เขาจะใช้เค้นหาความจริงเพื่อญาติพี่น้องของเพื่อนทหารที่ตายไป



นี่คือสารคดีที่มีความรุนแรงอยู่เต็มเปี่ยมในทุกอณูทั้งในเรื่องศีลธรรม และความเข้าใจขั้นพื้นฐาน ของคนที่เกิดมาในยุค “คู่กรรม เดอะมิวสิคคัล”   ความรู้สึกที่ต่อสู้ประหัตประหารกันระหว่าง  ความขนหัวลุกในวิธีการของเคนโซ  กับ ความเข้าใจในความเดือดดาลและกลายสภาพมาเป็น ภารกิจที่เขาต้องทำตราบเท่าที่ลมหายใจยังมี   ถึงแม้เคนโซจะเป็น “ชายบ้าผู้คลุ้มคลั่งที่จะรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ที่ชาติไม่ต้องการจำ”  แต่ในสายตาของญาติพี่น้องของทหารที่ตายในสงครามเคนโซ คือผู้กล้าที่ควรได้รับการคาราวะ เป็นผู้กล้าที่ต่อสู้อย่างเดียวดาย และโดนประณามโดยลำพัง

ผมมาคิดๆดูแล้วนึกสงสัยว่า  เราจะพูดได้เต็มปากไหมว่า เคนโซเป็น Activistที่ปฎิเสธรูปแบบสันติวิธี?  ในสังคมที่ไม่ได้ผ่านความโหดเหี้ยมของสงคราม  และก็พร่ำบอกลูกหลานว่า  เราเป็นเมืองที่สงบร่มเย็น มีชาติ ศาสน์กษัตริย์ เป็นดั่งร่มฉัตรปกคลุมไปทั่วถิ่น มีพี่ทหารหาญที่เป็นรั้วของชาติและเป็นไอดอลของเด็กๆทุกยุคทุกสมัย  ผมถามตัวเองว่าผมได้แง่คิดอะไรจากสารคดีที่สุดขีดของความแรง?
ผมว่า ถ้าเคนโซ เป็นคนไทย  และเปลี่ยนจากนิวกีนีเป็นวัดประทุม   เคนโซคงไล่กระทืบคนไทยจนเหนื่อยเพราะประชาชนส่วนมาก ในวันที่ 19 พฤษภาคม ก็ไม่ได้รู้สึกว่า ตนต้องเป็นผู้รับผิดชอบศพ ที่เกลื่อกลาดทั้งที่ราชประสงค์และในวัดประทุม   แถมบางคนยังรู้สึกยินดีที่ทหาร“ทำความสะอาด” พวกควายแดงบ้าง พวกโดนทักษิณซื้อบ้าง  และ คอป.ก็ยังไม่อาจให้คำตอบถึงสาเหตุการตายได้

หรือเราต้องการ เคนโซ โอคุซากิ ?

ผมเองก็เริ่มกลัวใจตัวเองแล้วเหมือนกันว่า  ถ้าผมเป็นเคนโซ  ผมก็จะทำ

ต่อให้ต้องยิงปืนใส่ กษัตริย์ / พระจักรพรรดิก็ตาม

ปล. เคนโซ โอคุซากิ เคยโดนจับข้อหายิงลูกเหล็กใส่องค์พระจักรพรรดิจนได้รับบาดเจ็บ


(ข้างบนคือบทวิจารณ์โดย Pichaya Anantarasate)

นี่คือ 1 ในชุดภาพยนตร์สารคดี ที่ ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ร่วมกับสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ท่าพระจันทร์ จัดฉายในชื่อ THE ACT OR REALITIES

ทุกวันอาทิตย์ระหว่างวันที่ 2 มิถุนายน 2556 - 30 มิถุนายน2556 ตั้งแต่เวลา 12:30 น. เป็นต้นไป
ณ ห้องเรวัต พุทธินันท์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุด ปรีดี  พนมยงค์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
โทรศัพท์ 0-2613-3529 หรือ 0-2613-3530

ชมฟรี!!!(โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาชมภาพยนตร์ และกรุณาแต่งกายสุภาพ)

ย้ำอีกครั้ง ตารางฉายหนังดูได้ที่ http://dkfilmhouse.blogspot.com/2013/05/the-act-of-realities_24.html  

4/23/13

Flicker รีวิวนิยายของ Theodore Roszak โดย ธีรพัฒน์ งาทอง

หมายเหตุจากฟิล์มไวรัส: 

1.  นับจากนิยายเรื่อง Flicker ได้รับการตีพิมพ์ภาษาไทยในปี 2003 นี่น่าจะเป็นเพียงครั้งที่สองที่มันได้รับการเขียนถึงอย่างเต็มใจ ขอบคุณผู้เขียน ธีรพัฒน์ งาทอง ที่ทำให้ฝันของบรรณาธิการเป็นจริง หลังจากรอคนอ่านแบบนี้มานาน ยังจำความรู้สึกครั้งแรกสมัยที่อ่านมันตอนออกภาษาอังกฤษใหม่ ๆ และพยายามยัดเยียดให้หลายคนอ่าน (และพยายามจะพิมพ์มันตั้งแต่ก่อนออก "คุยกับหนัง" และ "ฟิล์มไวรัส เล่ม 1" / 2541)  แต่อาจจะเป็นเพราะความหนาของมัน หรือตัวหนังสือมันอาจต้องการคนหมกมุ่นกับหนังมากพอสมควร หลายคนจึงอ่านไม่จบจนป่านนี้


2.   Flicker ยังเหมาะเสมอที่จะอ่านในทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะในเวลานี้ที่ภาษาหนังเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน อย่าลืมว่ามันไม่ใช่แค่นิยาย แต่มันเป็นทั้งประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ (จริงและลวง) เป็นทั้งทฤษฎีหนัง และคำทำนายที่ตลกและล้ำกว่านิยาย  The Da Vinci Code ที่ออกตามาทีหลังเสียอีก


3.  ที่จริงเคยเขียนเชิงอรรถของ Flicker ไว้ด้วย แต่ถ้ารวมไว้ด้วยในเล่มมันจะหนากว่านี้เยอะ และคงไม่มีวันได้พิมพ์


4.  ภาพประกอบข้างล่างอาจไม่ตรงกับบทความโดยตรง แต่เลือกให้ใกล้เคียงกับบรรยากาศหนังในนิยาย 

     (โปรดสังเกตภาพกางเขนมอลตีสที่มีความสำคัญมากในเรื่อง)


5.  เคยบอกหรือยังว่า Flicker เป็นหนังสือที่ตอบที่มาของคำว่า "Filmvirus" ได้ดีที่สุด

6.   อย่าลืมอ่านเรื่องสั้น The Devil's Plaything ซึ่งเป็นส่วนเสริมของนิยายเรื่อง Flicker ใน Filmvirus 04 สางสำแดง




FLICKER (Theodore Roszak , 1991)

รีวิวนิยายของ Theodore Roszak

โดย  ธีรพัฒน์ งาทอง





ผมพบกับFlicker ครั้งแรกในร้านเบอร์เกอร์คิง สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ พี่สาวของผมซิ้อมาให้จากร้าน Kinokuniya หลังจากเราไปดูหนังขาวดำอินเดียมาด้วยกัน น่าเสียดายที่บรรยากาศของร้านอาหารในตอนนั้น ช่างไม่เข้ากันกับความคัลต์ของปกหนังสือเล่มนี้เลย 

ผมดองFlicker ทิ้งไว้ในชั้นหนังสือนานพอสมควร กว่าจะมีอารมณ์หยิบมันขึ้นมาอ่าน เริ่มต้นจากคำนิยมโดยคุณสนธยา ทรัพย์เย็น ที่เขียนเอาไว้ดีมากๆ และคำนิยมนั้นก็ทำให้ผมรู้ว่า คุณสนธยา คลั่งไคล้นิยายเล่มนี้เอามากๆ และหลังจากอ่านไปได้ประมาณ 80 หน้า ผมก็เริ่มหลงใหลมันอย่างหัวปักหัวปำ ราวกับถูกดึงลงไปอยู่ในหน้ากระดาษเก่าๆคัลต์ๆของหนังสือเล่มนี้ ผมอ่านมันในทุกที่ พกติดตัวไปเสมอ เมื่อมีโอกาสก็จะนั่งจมจ่อมอยู่กับมันเป็นเวลาหลายนาที หรือบางครั้งก็หลายชั่วโมง






เรื่องราวว่าด้วยนายโจนาธาน เกตส์ นักศึกษาภาพยนตร์ ของUCLA ที่หลงใหลในศิลปะภาพยนตร์ และมีโรงหนังขาประจำเป็นโรงหนังอาร์ตเฮ้าส์ นามว่า "เดอะ คลาสสิค" ซึ่งมีคู่รักคู่หนึ่งเป็นเจ้าของกิจการ แคลร์ แคลริสซา สวอนน์ และชาร์คกี จากเด็กหนุ่มหัวทื่อ ที่ไม่เข้าใจอะไรใน Hiroshima Mon Amour แม้แต่นิดเดียว ได้รับการฝึกสอนภูมิความรู้ภาพยนตร์จากแคลร์ คอร์สพิเศษอันแสนพิสดาร ด้วยการมีเซ็กส์ไประหว่างการอธิบายทฤษฎีต่างๆ และการปลูกฝังเรื่องราวบ้าๆจากชาร์คกี้ อย่าง ภาพยนตร์ประดิษขึ้นมาในสมัยอัศวินเทมพลาร์ มีสัญลักษณ์ของพวกเขาอยู่ในเครื่องฉาย คือ Maltese Cross ซึ่งเป็นตัวกลไกสำคัญในการทำให้เกิดภาพยนตร์ ความถี่หลอมรวม ของดวงตามนุษย์ ซึ่งทำให้เราเห็นภาพนิ่งๆกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวได้ (กลไกภาพติดตา) 





จนวันหนึ่ง ด้วยความบังเอิญอย่างถึงที่สุด โจนาธานมีโอกาสได้ดูหนังลับแล ของ Max Castle นักทำหนังผู้อาภัพชาวเยอรมัน ที่เริ่มทำหนังตั้งแต่ยุคสมัย German Expressionist จนย้ายมาอยู่อเมริกา และทำหนังเกรดบีทุนต่ำมากมาย อันล้วนแล้วแต่ถูกผู้คนมองข้ามไป จะยกเว้นก็เพียงแคลร์ และเขาเท่านั้น ที่ค้นพบอะไรบางอย่างจากหนังของ แม็กซ์ 







ในขณะที่แคลร์ตีตัวออกห่างจากหนังคาสเซิล โจนาธานกลับยิ่งถลำลึกเข้าไปในหนังของเขามากขึ้น ค้นพบอะไรบางอย่าง ทั้งเทคนิคแพรวพราวของแม็กซ์ ที่ซ่อนบางสิ่งบางอย่างไว้ในหนังของเขา และทำให้เกิดผลต่อจิตใต้สำนึกของเรา โดยที่เราไม่รู้ตัว หนังกลายเป็นเครื่องมือที่สามารถก่ออาชญากรรมได้ รวมทั้งเรื่องราวต่างๆในหนังของเขา ที่มีประเด็นบางอย่างเกี่ยวพันกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆ ยิ่งสาวลึก ยิ่งทำให้เขาค้นพบว่า หนังบางเรื่องที่กลายเป็นหนังคลาสสิค หรือเป็นหนังของผู้กำกับในตำนาน ล้วนผ่านมือของเขามาแล้วทั้งสิ้น ลามปามไปกระทั่งหนังตำนานอย่าง Citizen Kane และ maltese Falcon รวมทั้งเรื่องราวเบื้องหลังจอฉายอันมืดดำเกี่ยวกับองค์กร ลูกกำพร้าแห่งพายุ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิต และหนังของแม็กซ์ แคสเซิลเอาไว้
เมื่อผมอ่านถึงส่วนที่เป็นเรื่องราวของลูกกำพร้าแห่งพายุ ผมหวนกลับไปคิดถึงเรื่องเล่าจากปากของเพื่อนคนหนึ่ง ที่ได้พูดถึงลัทธิ Free Mason เอาไว้ โดยเขาเล่าอธิบายเรื่องราวต่างๆได้เหมือนหรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกับที่รอสแซคอธิบายถึงลูกกำพร้าแห่งพายุไว้ทีเดียว




มีองค์กรยิ่งใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังในทุกๆสิ่งที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ : อัศวินเทมพลาร์ เป็นชนกลุ่มแรกๆที่คิดค้นระบบธนาคารขึ้นมา นั่นทำให้คนกลุ่มนี้กลายเป็นผู้มีอิทธิพลมหาศาลที่จะควบคุมอะไรต่างๆบนโลกได้
เช่นเดียวกับที่ รอสแซค พูดเล่าย้อนถึง อัศวินเทมพลาร์กับภาพยนตร์ แต่เขายังย้อนกลับไปยิ่งกว่า ไปจนถึงสมัยพระเยซู หรือก่อนหน้านั้น (ชาวบาบิโลเนียน) 






เพื่อนของผมเล่าว่า Freemason มีอิทธิพลอยู่หลังวงการการเมือง วงการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีใดๆบนโลกใบนี้ทั้งสิ้น แล้วเขาก็หยิบแบ๊งค์ 1000 เยนของญี่ปุ่นให้ดู กล่าวว่า "ญี่ปุ่นเนี้ย มีประวัติเกี่ยวพันกับ Freemason มานานมาก" แล้วเขาก็เริ่มสาธยาย "รหัสลับ" ที่ซ่อนอยู่ในแบ๊งค์ อันเป็นสัญลักษณ์ ของ Freemason ให้ฟัง 






1.ภาพของโนงูจิ ฮิเดโยะ บนธนบัตร
http://3.bp.blogspot.com/-7WwyGZQyNu0/T5hSMP7vI_I/AAAAAAAAYLw/GLM8OhNQOLs/s1600/1000_yen_banknote_2004.jpg
เขาปิดให้ดูว่าใบหน้าของโนงูจินั้น มีเพียงซีกซ้ายซีกเดียวเท่านั้น ที่เป็นใบหน้าจริงของเขา ซีกขวา ไม่ใช่ ซีกขวาเป็นภาพที่มิดกว่า และน่ากลัวกว่า ตามหลักคำสอนสำคัญของfreemason ที่ว่า ทุกสิ่งมีสองขั้วเสมอ ขาวและดำ ทุกสิ่งมีอยู่สอง ตรงกับลัทธิประหลาดใน Flicker ที่นับถือว่า พระเจ้ามีอยู่สององค์ หรือกระทั่งการขับเคี่ยวทำสงครามของแสงและเงามืดในขณะแห่งการฉายภาพยนตร์ อันเป็นที่มาของชื่อเรื่อง Flicker ซึ่งมันคล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อ 





2.นัยที่ซุกซ่อนบนธนบัตร
http://3.bp.blogspot.com/-TyIz4bYc8CM/Tgqp-Bzb1gI/AAAAAAAAADc/jjIVnVzra4g/s1600/site-eye-book.gif
ถ้าเราเอาแบ๊งค์ 1000 เยน ไปส่องกับแสงแดด (ตามรูป http://aniota.s54.xrea.com/temp/yarisugi10.jpg )
เราจะพบว่า ดวงตาข้างซ้ายของโนงูจิจะทาบทับอยู่กลางภูเขาไฟฟูจิพอดี ซึ้งเหมือนกันกับสัญลักษณ์ดวงตาที่อยู่กลางวงเวียนและไม้ฉากของพวก Freemason (รูปบน) เช่นเดียวกันกับกลวิธีการซ่อนภาพสยองขวัญ ภาพความเลวร้ายของการมีชีวิต การถือกำเนิด สัญลักษณ์นกประจำลัทธิคาร์ธาของพวกลูกกำพร้า ในหนังของแม็กซ์ คาสเซิล การซ่อนไว้ให้เห็น ใช้พลังของมันเข้าครอบงำมนุษย์ไว้ และประกาศตัวตนให้โลกได้เห็น (แม้จะในวิธีการที่แยบยลเกินไป) ทั้งหมดนี้ล้วนแต่คล้ายกันมาก ผมเห็นความเชื่อมโยงระหว่างเรื่องราวใน Ficker กับ freemason 






จากคนที่เคยขำกับเรื่องเล่าของเพื่อนและคิดว่ามันคงเป็นสิ่งไร้สาระ เช่นเดียวกับที่โจนาธานไม่เชื่อในสิ่งที่ชาร์คกี้ได้เล่าให้ฟัง ตอนนี้ ผมเริ่มจะหลงเชื่อเรื่องราวที่เพื่อนผมเล่ากับ ลัทธิ Freemason อยู่ไม่ใช่น้อย 






แต่ดูเหมือนเรื่องราวใน Flicker จะไปได้ใกลกว่านั้น เมื่อเรื่องอุปโลกน์ เรื่องราวความจริง ต่างผสมปนเปกันไปหมด บางตัวละครในเรื่องมีตัวตนจริง บางตัวที่คิดว่าน่าจะมีจริงกลับไม่มี และมันยิ่งหนักข้อเข้าไปอีก เมื่อมันมีการโม้อย่างสนุกสนานเกี่ยวกับเรื่องราวของลัทธิ ที่ถือพรหมจรรย์อย่างเคร่งครัด และแสวงหาโลกที่ไม่มีการให้กำเนิดลูกอีกต่อไป สร้างมนุษย์ในอุดมคติภายใต้การควบคุมที่สมบูรณ์แบบ เรื่องราวของภาพยนตร์ ที่กล่าวว่ามีมาตั้งแต่ยุคสมัย 2000 กว่าปีก่อน และศาสนจักรมองว่ามันเป็นเครื่องมิอของปิศาจ เพราะมันหลอกลวงมนุษย์ หรือพระเยซูไม่มีเลือดเนื้อที่แท้ ความจริงเป็นภาพฉายเช่นเดียวกันกับภาพยนตร์ องค์กรลูกกำพร้า ที่อยู่เบื้องหลังประวัติศาสตร์สำคัญๆต่างๆบนโลกหลายครั้ง รวมทั้งยังอุปโลกน์ว่าโรคเอดส์กำเนิดขึ้นจากองค์กรนี้ เพื่อป้องกันการให้กำเนิดบุตรของมนุษยชาติ 







อีกมากมายหลากหลายเรื่องราวที่สนุกและฟังดูแล้วมีเค้ามูลความจริง หรือเขียนออกมาได้สมจริง เพราะหนังสือเล่มนี้เริ่มเผยแพร่ในปี 1991 แต่เล่าเรื่องในช่วงปี 1960-1970 และลากมาถึงช่วง 80ในตอนท้ายๆของเรื่อง มันจึงทำหน้าที่อุปโลกนฺแต่งเติมเรื่องราวที่ยังไม่เกิดในตอนนั้นได้สนุกสนานเหลือเกิน

อีกทั้ง นิยายที่ดูจะดำดิ่งเตร่งเครียดเล่มนี้ กลับสนุกสนาน และมีมากมายหลายตอนที่ออกจะขำกลิ้งในมุขร้ายๆของรอสแซค ฉากเซ็กส์โจ่งแจ้งหลายครั้ง จะเรียกมันว่าเป็นนิยายคัลต์ ก็คงไม่ผิดอะไรนัก ตัวละครหลายตัวน่าสนใจและเหมือนกับว่าจะมีการอิงมาจากคนจริงๆในยุคสมัยนั้น 






มีหลายตอนในหนังสือเล่มนี้ที่ผมชอบมากๆ อย่างตอนที่โจนาธานพาพลพรรคขี้เมาของชาร์คกี้ไปร่วมด้วยช่วยกันขนฟิล์มหนังจากท้ายรถของเศรษฐีคนนั้น เพียงเพื่อจะเอาฟิล์มหนังเรื่อง Les Enfant Du Paradis แต่พอตอนเช้าดันได้ฟิล์มของ แม็กซ์ มาซะอย่างนั้น มันเป็นตอนที่ฮามากๆ

รวมทั้งตอนฉายเวเนเชียน มาเจนตา ผมดูไม่ออกว่า รอสแซค รังเกียจหรือชอบหนังทดลองกันแน่เพราะรู้สึกว่าเขาจะเขียนให้พวกนักทำหนังทดลองและหนังทดลอง เป็นหนังโง่ๆชุ่ยๆ และตลกขึ้นมาทันที ไม่เว้นกระทั่ง แอนดี วอร์ฮอล





แคลร์ ก็เป็นตัวละครอีกคน ที่มีความคิดแบบหัวกบฎ เธอจะไม่ชอบงานสำคัญๆที่นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ชื่นชมกัน อย่าง Jules et Jims และ Psycho แต่ชอบงานเรื่องอื่นที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักหรือรัศมีน้อยกว่าของผกก.คนนั้นๆ

อีกอันนึงที่ฮามากๆ คือกลุ่มลัทธิ ประสาทสัญวิทยาของฝรั่งเศส นำโดย วิคตอร์ แซงต์ ซีร์ นอกจากแนวคิดของพวกนี้จะเหมือนพวกเนิร์ดวิชาการหลุดโลกแล้ว มันยังทำให้เราได้คิดต่อว่า จริงๆแล้ว หนังเป็นแค่เรื่องของภาพที่เคลื่อนไหวติดต่อกันจนหลอกตาเรา และมันเป็นแค่นั้นจริงๆหรือที่เราต้องศึกษา 




ในทางหนึ่ง มันก็เป็นดั่งการวิพากษ์หน้าที่และความสามารถของภาพยนตร์ เมื่อรอสแซคทำให้ ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือของพวกคาธาร์ ไว้ต่อกรกับพวกคริสต์ และพลังของมันมีมากล้นเหลือ จนอาจเป็นอาชญากรรมได้ และมันกำลังจะขยายพื้นที่ของมันมากขึ้น ทั้งการที่ภาพยนตร์กำลังจะเข้าไปอยู่ในบ้านทุกหลัง ทุกแห่ง และการที่ภาพยนตร์มีความรุนแรงโจ่งแจ้ง ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนชาชินกับความรุนแรง เหมือนเป็นการทำนายอนาคต โดยรอสแซค ว่าในที่สุด หนังจะสะกดจิตมนุษย์เราได้ พวกเราทุกคนจะถูกครอบงำภายใต้อำนาจของภาพยนตร์ ใช่ มันสวยงาม อย่างที่แคลร์บอกไว้ในตอนท้าย ว่ามันมีอะไรมากกว่า บท การถ่ายภาพจัดแสง มันอยู่ลึกลงไปอีก ณ ตรงนั้น มันคือความงดงาม แน่นอนว่า มีความงดงาม ย่อมมีความชั่วร้าย และเมื่อมันทำให้เห็นว่า เบื้องหลังของภาพยนตร์ มีสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าระบบใดๆ คอยคุมบังเหียนอยู่ มันยิ่งทำให้เราคลางแคลงใจต่อวงการหนัง มันน่ากลัว ปิดบัง มืดมิด และแปดเปื้อนเหลือเกิน 






อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ คือแนวคิดของลัทธิพวกคาธาร์ในFlicker มันเป็นแนวคิดที่ท้าทายและน่าสนใจมากๆๆๆๆๆๆๆ มันเป็นแนวคิดเกี่ยวกับการตัดเชื้อร้ายที่จะนำความวุ่นวายมาสู่โลก รวมทั้งหาวิธีการที่จะหยุดยั้งสิ่งเหล่านี้ลง ผมรู้สึกเห็นด้วย หรืออย่างน้อยก้เห็นด้วย ว่าแนวคิดนี้มันน่าสนใจดี การมีชีวิตอยู่เป็นสิ่งเลวร้าย ชีวิตที่แท้จริงของเราถูกกักกขังไว้ในคุกที่ชื่อว่าร่างกาย โลกใบนี้แหละ คือนรก ไม่มีนรก เพราะนรกมันมีตั้งแต่เราเกิดมาบนโลกแล้ว





ตอนหลังของเรื่องเหมือนจะเป็นอีกตอนที่รอสแซคทำนายโลกในอนาคตและโลกภาพยนตร์ในปัจจุบันนี้ไว้ได้ใกล้เคียงกับเรื่องจริงมาก ผ่านการมาถึงของ ไซมอน ดังเคิล กับหนังของเขา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หนังรุนแรงของไซมอน กลับเป็นหนังที่มีอยู่จริงในทุกวันนี้ มนุษย์เราจะโง่ลง ปราศจากความคิดในการดูหนังมากขึ้น ภาพยนตร์พัฒนามาเป็นความบันเทิงในที่ส่วนตัวอย่างบ้าน ในขณะที่หนังของแม็กซ์ ซุกซ่อนความรุนแรงเอาไว้ และชักจูงจิตใจมนุษย์ให้ห่อเหี่ยวในความเป็นไปของชีวิต และการมีเพศสัมพันธ์ ไซมอนโยนความรุนแรงและความหดหู่เข้าหาเราซึ่งๆหน้า และจะพัฒนาไปสู่โลกทั้งใบ





ในตอนสุดท้าย ที่โจนาธานถูกนำไปปล่อยทิ้งไว้ที่เกาะ นั่นเป็นตอนที่หดหู่ใจที่สุดของเรื่องราวทั้งหมด ในตอนท้าย ดูเหมือนเขาจะลืมกาลเวลาไปหมดแล้ว เขาเริ่มเขียนบันทึกความทรงจำ ที่ดูเหมือนมันจะเป็นที่มาของนิยายเรื่อง Flicker นี้นั่นเอง เขาคาดหวังเพียงว่า นิยายเล่มนี้ มันจะไปโผล่ให้นกเพนกวินได้เห็นกันเพียงเท่านั้น ราวกับเรากำลังอยู่ในโลกที่มีแต่การกักขัง หมดอิสรภาพ เราสู้อะไรมันไม่ได้ นอกจากยอมรับมันแต่โดยดีเท่านั้นเอง

เรื่องน่าสนใจอีกเรื่องนึงใน Flicker คือ วันคริสมาสต์ ปี 2014 จะเป็นวันที่พวกคาธาร์ทำการระเบิดโลกทั้งใบให้เป็นจุล ซึ่งมันก็คือปีหน้านี้เอง เป็นช่วงเวลาที่ประจวบเหมาะต่อการอ่าน flicker ของผมจริงๆ





หลังจากอ่านจบ ผมไม่อยากจะอ่านหนังสือปรัชญาของกฤษณมูรติ หรือของใครหน้าไหนอีกเลย ผมรู้สึกหดหู่ ขันขื่น และเชื่อในความเชื่อบ้าคลั่งของลัทธิคาธาร์นั้นจริงๆ จะทำยังไงต่อไป ผมจะมองภาพยนตร์ต่างไปจากเดิมไหม ผมจะรู้สึกอย่างไร เมื่อต้องมาชม Citizen Kane และ Maltese Falcon ผมจะหยุดดูภาพทีละเฟรมไหม ผมต้องสร้างอนามอร์ฟิค มัลติฟิลเตอร์ (หรือแซลลี่แรนด์) มาใช้ในการชมหนังพวกนั้นไหม และจะเป็นอะไรหรือไม่ หากผมเชื่อว่า หนังของ แม็กซ์ คาสเซิล มีอยู่จริง ในขณะที่หนังของไซมอน ดังเคิล มีอยู่ทั่วไปในโลกใบนี้แล้ว แลัวหนังของคาสเซิลล่ะ บางทีมันอาจจะถูกซุกซ่อนอยู่ที่ใดสักแห่งในโลกใบนี้ อาจอยู่ในบ้านลับของรอสแซคก็เป็นได้ บางที หลุยส์ บรูค แฟรนนี่ ลิพสกี และโอลกา เทลล์ อาจจะมีตัวตนจริง แต่ถูกลบเลือนออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ โดยฝีมือของพวกลูกกำพร้า หรือบางที รอสแซคอาจไปเก็บนิยายเรื่องนี้ได้ขวดแก้วหลายใบ ที่ลอยอยู่กลางทะเลในขั้วโลกใต้ เราไม่มีวันรู้ ว่าสิ่งที่เราอ่าน เป็นเรื่องจริง หรือเรื่องโม้แตก เพราะทุกอย่างอาจถูกซ่อนไว้ ซ่อนอยู่ในหน้าหนังสือ700 กว่าหน้านี้ มัยนอาจจะเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ที่รอดพ้นจากการทำลายเก็บกวาดของพวกลูกกำพร้าด้วยปัจจัยบางอย่าง บางทีหาก Flicker ถูกทำลาย ความจริงของพวกลูกกำพร้าอาจจะได้รับการเปิดเผย แต่ไม่ว่าเรื่องจริงจะเป็นอย่างไร เราก็ไม่มีวันรับรู้ ผมไม่อาจแยกความจริง ความลวงใดๆออกได้อีกในเวลานี้ เหมือนกับภาพยนตร์ ภาพนิ่ง24 เฟรมต่อวินาที ราวกับว่าภาพที่เห็นเป็นภาพความจริง น่าตื่นตะลึง แต่ก็ลวงตาเราพอกัน ที่แท้ก็เป็นแค่ภาพนิ่ง ตาของเรานั่นแหละที่ทำให้มันเคลื่อนไหวได้



มีฉากหนึ่งที่บ่งบอกช่วงเวลาของโจนาธานได้พอสมควร นั่นคือ เขาบอกว่า เขาไม่ได้พบกับแคลร์มานานถึง 15 ปี ซึ่งครั้งสุดท้ายที่เขาอยู่กับแคลร์ ก็คือตอนที่เขาทำธีสิสป.ตรี คงจะมีอายุประมาณ 22 ปี หลังจากนั้น 15 ปีก็คงอายุ 37 ในปี 1976 บวกเวลาเผื่อๆไว้อีก ก็หน้าจะมีอายุ อยู่ ที่ 38 ปี ถ้าจนถึงปี 2014 โจนาธานจะมีอายุ 76 ปี ส่วนแม็กซ์ คาสเซิล เมื่อปี 1937 เขาอายุประมาณ 18 2014 เขาก็คงมีอายุ 105 ปี ซึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะพวกคาธาร์ อายุยืน น่าสนใจว่าถ้าหากเขาทั้งสองหว่านล้อมพวกผู้ดูแล และออกมาจากเกาะได้ในสักปี 2005 ช่วงที่กล้องดิจิตอลเริ่มเฟื่องฟู เรื่องราวจะไปต่อเช่นไร อยากเขียน flicker ภาคสองจัง