10/17/09

Filmvirus - The Return of First Episode


มันไม่ใช่เครื่องบิน มันไม่ใช่รถไฟ มันคือตัวอัปรีย์ ฟิล์มไวรัส
It’s alive! It’s back!

เพิ่งขุดพบไดโนเสาร์จากโกดัง
หนังสือ ฟิล์มไวรัส 01 ยุคบุกเบิก สมัยที่ชื่อ Godard, Kiarostami, Tarkovsky, Wong Kar wai ยังแปลกประหลาดนอกโลก กลับมาจำหน่ายแล้วในจำนวนจำกัด สภาพไม่งดงามขาวสวยเหมือนใหม่ เพราะพิมพ์มากว่า 11 ปีแล้ว (ปี 2541) ใครผู้ใด๋ ส่นใจ๊ อยากด้าย เชิญแจ่มตามสำราญ ได้ที่บู้ธอัลเทอร์เนทีฟไรเตอร์ - บู้ธ Alternative Writers โซน C ชั้น 1 เลขบู้ธ 015

รีบด่วน เพราะสต็อคมีน้อย อาจหาไม่ได้อีกแล้วในรอบหน้า ขาย 200 บาทเต็มราคา ไม่มีลดจ้า!

10/15/09

Every Day is a Holiday (Chaque Jour est une Fête) ที่งานเทศกาลหนัง Mannheim-Heidelberg 2009

3 สาวเลบานอนบุก!

เพิ่งวางตลาด 'นางเพลิง' bookvirus ฟุ้ง 05 ไปเมื่อวาน มาวันนี้ชีวิตดูมีสีสันเพราะข่าวล่าสุดที่เพิ่งได้รับจาก เทศกาลหนังมันน์ไฮม์-ไฮเดลแบร์ก
58th International Filmfestival Mannheim-Heidelberg 2009:
http://www.iffmh.de/en/Homepage/

งานนี้เคยไปมาครั้งหนึ่งเมื่อกี่ปีแล้วนะ? นึกไม่ออก แต่เห็นโปรแกรมปีนี้แล้วน่าสน เห็นมีคารวะ Atom Egoyan และโปรแกรมหนังอิหร่านอันเดอร์กราวนด์ด้วย แล้วยังมี.....

สาวสวยคนนี้ ใครจำเธอได้บ้าง Dima El-Horr สาวชาวเลบานอน คนที่ เจ้ย - อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เคยสัมภาษณ์ลงหนังสือกระจอกกระจิบชื่อ Filmvirus 01 ไงจ๊ะ มาบัดนี้เธอมีผลงานหนังใหญ่แล้วในชื่อ Every Day is a Holiday (Chaque Jour est une Fête) เข้าประกวดที่เทศกาลหนังโตรอนโต้ที่เพิ่งผ่านมานี้เอง

โปรแกรมหนังที่เทศกาลโตรอนโต้
http://www.tiff.net/filmsandschedules/films/everydayisaholiday

อ่านที่ฝรั่งเขียนในโปรแกรมข้างบนแล้วขำ มันไปเอาข้อมูลจากที่ไหนว่า อภิชาติพงศ์ ปลื้มกับหนังของ ดิม่า จนต้องตามหาตัว ดิม่า มาสัมภาษณ์ มันอาจไม่รู้นิ (หรือไม่ยอมบอก) ว่าสองคนนี้เรียนรุ่นเดียวกันที่ Art Institute of Chicago แล้วใครอีกคนที่ประทับใจกับหนัง The Street จนยุเจ้ยให้สัมภาณ์เธอ

(สันนิษฐานว่าคนเขียนข้อมูลอ่านบล็อกคนไทย หนู CelineJulie แห่ง Limitless Cinema)

ตามข่าวว่า Every Day is a Holiday (Chaque Jour est une Fête) ของสาว Dima El-Horr นั้นเป็นเรื่องแนว Road Movie ของสามสาวที่ขึ้นรถเมล์มุ่งหน้าไปยังคุกชายด้วยเหตุผลแตกต่างกันไป คนหนึ่งไปหาผัวที่เพิ่งถูกจับหมาด ๆ หลังเข้าหอ อีกคนอยากให้ผัวเซ็นใบหย่า ส่วนคนสุดท้ายใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เอาระเบิดไปให้ผัวที่เป็นยาม แน่นอนว่าระหว่างทางต่างคนก็ต่างค้นพบตัวเอง แล้วสะท้อนภาพความขัดแย้งร้างเรื้อกลางเมืองอะไรกันไปตามถนัด

มี Facebook ด้วยเผื่อสมัครเป็นแฟนหนัง Dima El-Horr แต่เนิ่น ๆ เชิญไปให้กำลังใจกันนะ http://www.facebook.com/group.php?gid=96878296806
Hooray for Dima!
Good Luck with your Film

10/13/09

เผยโฉมสาวโฉด ‘นางเพลิง’ bookvirus ฟุ้ง 05

เรื่องสั้นแปล ‘นางเพลิง’ bookvirus ฟุ้ง 05

กลับมาหมดแล้วหมดกันอีกครั้ง กับโลกของนักเขียนหญิง และกงการวายวุ่นของเจ้าหล่อน
ด้วย 3 เรื่องสั้นแปลของ 3 สาว 3 พิกล อวลกลิ่นกิมจิและโซบะ

ขึ้นชื่อว่า ฟิล์มไวรัส และ บุ๊คไวรัส เรื่องยอดขายไม่ต้องพูดถึง กระฉูด!

จาก ฟิล์มไวรัส เล่ม 1 (ปี 2541) พิมพ์ 3,000 เล่ม ขายมาหลายชาติกว่าจะยุบ กระทั่งถึงคราว bookvirus 03 เรื่องสั้นแปลชุด ‘กาจับโลง’ กัดฟันพิมพ์สองร้อยเล่ม มี แดนอรัญ แสงทอง ช่วยแปล แอบหวังว่าจะมีป๋าดัน เจ๊ดัน ช่วยกวาดเกลี้ยงแผง แต่ก็ยังอุตส่าห์วิ่งสโลโมชั่น http://dkfilmhouse.blogspot.com/2009/07/bookvirus-series-03.html

เล่มใหม่ bookvirus 04 ‘สนธิสัญญาอสูร’ กับ bookvirus 05 ‘นางเพลิง’ จึงพิมพ์ปกละหนึ่งร้อยเล่มเท่านั้น (หลังแจกจ่ายผู้หลักผู้ใหญ่ คงวางขายจริงไม่เกิน 80 เล่ม) เอาเข้าไป! กะแข่งกับหนังสือใบลานหรือไง อยากเห็นหน้าคนซื้อจริง ๆ ว่า ในจำนวนคนซื้อ 80 คนนี้ มีหน้าตาประหลาดจากชาวโลกไหม

สาวสวยที่ถูกยัดเยียดให้โหดตามภาพนี้คือใคร ย่อมไม่มีใครตอบถูก
ยกเว้น แก๊ง ชาร์ลี แองเจลส์ ที่เราตั้งใจจะอุทิศให้อย่างเป็นทางการ (แต่แล้วก็ด้วยปัญหาทางการจัดพิมพ์จึงต้องเปลี่ยนมาบอกป่าวกันในที่นี้)

3 สาวในเรื่องสั้นอาจจิตตกไม่ถึงพระเดชพระคุณ ต้องขออภัยไว้ล่วงหน้า
ขอกลับมาแก้ตัวคราวหน้ากับ La Maladie de la Mort ของ Marguerite Duras แปลจากต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส (bookvirus ร่วมมือกับวารสาร อ่าน)

* หนังสือ filmvirus และ bookvirus มีอาละวาดชัวร์ที่งานมหกรรมหนังสือแห่งชาติระหว่างวันที่ 15 – 25 ตุลาคม 2552 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตต์ *

หนังสือในเครือ filmvirus และ bookvirus
บู๊ธ Alternative Writers โซน C ชั้น 1 หมายเลขบู๊ธ O15
ซื้อ filmvirus เฉพาะเล่ม 3 กับ สัตว์วิกาล: ภาพเรืองแสงของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และเล่ม 151 Cinema ได้ที่บู๊ธ open - Plenary Hall บู๊ธ K 05
เฉพาะ bookvirus ซื้อได้ที่ บู๊ธของ วารสารอ่าน และ ฟ้าเดียวกัน - บู๊ธ โอ 59 โซน ซี 1
เฉพาะ bookvirus ซื้อได้ที่ บู๊ธของสำนักพิมพ์คมบาง - บู๊ธ M 32 โซน C 1 ชั้นล่าง

10/11/09

‘สนธิสัญญาอสูร’ bookvirus 04 และ ‘นางเพลิง’ bookvirus 05 อาละวาดชัวร์ที่งานมหกรรมหนังสือเดือนตุลาคม 2552 (เวอร์ชั่น 100 เล่มหมดแล้วหมดกัน)

‘สนธิสัญญาอสูร’ bookvirus 04 และ ‘นางเพลิง’ bookvirus 05 บุกงานมหกรรมหนังสือเดือนตุลาคม 2552 (พิมพ์อย่างละหนึ่งร้อยเล่ม)

bookvirus กลับมาอีกครั้งคราวนี้กับ 3 เรื่องสั้นแปลคัดสรรในแต่ละเล่ม

เพื่อให้เข้ากับนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง (ขาดมือ) bookvirus 04 และ 05 จึงปรับกระแสทันแฟชั่นด้วยการลดจำนวนพิมพ์ลง จากเล่มที่แล้ว bookvirus ฟุ้ง 03 เวอร์ชั่น ‘กาจับโลง’ พิมพ์สองร้อยเล่ม http://dkfilmhouse.blogspot.com/2009/07/bookvirus-series-03.html

มาคราวนี้ ‘สนธิสัญญาอสูร’ และ ‘นางเพลิง’ ภูมิใจลดจำนวนลงเพื่อแข่งกับการสะสมใบลาน เป็นจำนวนหนึ่งร้อยเล่มเท่านั้น เบ็ดเสร็จแจกจ่ายญาติผู้ใหญ่แล้ว คาดว่าคงมีเหลือวางจำหน่ายอย่างละ 80 เล่ม ขายหมดแล้วหมดเลย ไม่มีพิมพ์ซ้ำ

งานนี้ไม่ต้องหวังลม ๆ แล้ง ๆ รอป๋าดันหรือแม่ยกเขียนเชียร์

‘สนธิสัญญาอสูร’ มีตีพิมพ์ 2 ปก ให้เลือกอย่างละ 50 เล่ม ไฉไลดีไซน์โดย นฆ ปักษนาวิน และ ภีม อุมารี (ภาพประกอบเรื่องสั้นโดย Mr. Ripley)

ซื้อหนังสือ filmvirus และ bookvirus ได้ที่งานมหกรรมหนังสือแห่งชาติระหว่างวันที่ 15 – 25 ตุลาคม 2552 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตต์

หนังสือในเครือ filmvirus และ bookvirus
บู๊ธ Alternative Writers โซน C ชั้น 1 หมายเลขบู๊ธ O15
ซื้อ filmvirus บางเล่มได้ที่บู๊ธ open K 05
เฉพาะ bookvirus ซื้อได้ที่ บู๊ธของ วารสารอ่าน และ ฟ้าเดียวกัน - บู๊ธ โอ 59 โซน ซี 1
เฉพาะ bookvirus ซื้อได้ที่ บู๊ธของสำนักพิมพ์คมบาง - บู๊ธ M 32 โซน C 1 ชั้นล่าง

10/3/09

Truffaut and Rivette เมื่อคนรักหนังกระทบไหล่กับคนทำหนังระดับบรมครู

ฟังเรื่องการสัมภาษณ์ผู้กำกับในงานบางกอกฟิล์มจาก filmsick แล้ว พอวันถัดมาอ่านเจออันนี้

ในสมัยหนึ่งที่ François Truffaut กับ Jacques Rivette ยังไม่อยู่ในตำนานนักทำหนังที่โลกจดจำอย่างเช่นทุกวันนี้ มีอย่างหนึ่งที่ทั้งคู่บุกเบิกไว้ที่นิตยสาร Cahiers du cinéma นิตยสารหนังเล่มประวัติศาสตร์ (ที่ปัจจุบันอายุเกือบ 60 ปีแล้ว) นั่นคือการใช้เทปอัดสัมภาณ์ผู้กำกับ

แน่นอนสมัยนี้ใคร ๆ ก็อัดเสียงสัมภาษณ์ได้ง่ายสะดวก ปัจจุบันหนังสือสัมภาษณ์คนทำหนังในเครือสำนักพิมพ์ Faber and Faber Books ก็ทำหนังสือแบบนี้มาเยอะแยะ แต่ดั้งเดิมทีเครื่องอัดเทปเสียงยี่ห้อ Grundig นั้นน้ำหนักเกือบ 9 ปอนด์ เป็นเทปเสียงม้วนกลม ๆ ที่ต้องสาวเทปเข้าม้วนเปล่าฝั่งตรงข้าม (เหมือนฟิล์มหนัง) สมัยก่อนยังไม่มีใครเคยริเริ่มใช้อัดสัมภาษณ์ศิลปินสด ๆ แบบตีพิมพ์กันยาว ๆ มีแต่เคยใช้บันทึกความเห็นดาราหรือผู้อำนวยการสร้าง แต่ยังไม่เคยมีใครสนใจมาใช้บันทึกความเห็น หรือคุยเจาะลึกเรื่องหนังกับผู้กำกับมาก่อน (ยิ่งสมัยนั้นหนังยังไม่ถูกนับเป็นงานศิลปะ คนจึงเข้าใจกันว่าผู้กำกับไม่มีเรื่องจะพูด) ฟรองซัวส์ ทรุฟโฟต์ เห็นตัวอย่างจากการสัมภาณ์วิทยุที่ Paul Léautaud ไปสัมภาษณ์นักเขียน Robert Mallet เขาเลยลองเอามาใช้บ้าง ผลก็คือบทสัมภาษณ์ผู้กำกับ Jacques Becker (ปัจจุบันนี้คนรู้จักเขาจากหนังคลาสสิกสามเรื่องคือ Casque d’ Or กับ Touchez pas au Grisbi และ Le Trou) ความยาว 12 หน้า อันเป็นบทสัมภาษณ์ระดับมาสเตอร์พีซชิ้นแรกในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1954 ซึ่งเก็บความมาจากการคุยกว่าสามชั่วโมง


แก๊งสัมภาษณ์ของสองหนุ่มที่เรียกตัวเองว่า Truffette กับ Rivaut กลายเป็นทีมคู่หู คู่สัมภาณ์ที่แยกกันไม่ออก มีผลงานต่อเนื่องมาด้วยกันหลายเล่ม ว่ากันว่าตอนแรก Jacques Becker นึกว่า สองคนนี้เป็นคู่เกย์เสียด้วยซ้ำ


ระหว่างปี 1954-1957 ทีมงานนิตยสาร Cahiers du cinéma ซึ่งรวมถึง Jean Luc-Godard และคนอื่น ๆ ร่วมกันทำบทสัมภาษณ์ผู้กำกับที่กลายเป็นครูใหญในวงการหนัง เช่น Jean Renoir, Luis Buñuel, Roberto Rossellini, Abel Gance, Alfred Hitchcock, Howard Hawks, Robert Aldrich, Joshua Logan, Anthony Mann, Max Ophüls, Vincente Minnelli, Jacques Tati, Orson Welles, Gene Kelly, Nicholas Ray, Richard Brooks, Luchino Visconti และ Fritz Lang ชึ่งผู้กำกับเกือบทั้งหมดในรายชื่อเหล่านี้ ได้กลายมาเป็นสถาบันภาพยนตร์ที่ Truffaut, Rivette และเพื่อน ๆ ร่วมปลูกฝังรากฐานการศึกษาภาพยนตร์มาจนถึงทุกวันนี้



น่าสนใจอย่างหนึ่งว่า คอหนังยุคใหม่ ๆ อาจจะมองข้ามฝีมือทำหนังของ François Truffaut ไป นึกว่า Truffaut มีแต่หนังของตายอย่าง Jules and Jim, Day for Night หรือ The 400 Blows จนลืมไปว่างานเล็ก ๆ อย่าง The Wild Child, Small Change, Two English Girls, The Man Who Loved Women และ The Green Room ก็น่าประทับใจไม่ใช่น้อย ไหนจะ Fahrenheit 451 และ The Last Metro อีกล่ะ ชวนให้นึกถึงตัวเองสมัยดูหนังใหม่ ๆ ว่าเคยตื่นเต้นกับ Godard, Rivette มากกว่า ทรุฟโฟต์ แค่ไหน เคยดูถูกว่า Truffaut สู้คนอื่นไม่ได้เพราะดัดแปลงหนังสือมาเป็นหนังบ่อย ๆ แต่ที่จริงหนังแบบวรรณกรรมของ Truffaut ก็น่าประทับใจไม่น้อย

9/14/09

Little Gems from Sydney Underground Film Festival 2009 จากหนังทดลองงามพิลาศ ถึง Myna Has Gone และ Porn Dogs: The Adventures of Sadie

Long Live CINEEXPERIMENT!
To the Future of Experimental Films!

เกี่ยวกับงาน Sydney Underground Film Festival ที่เคยเขียนไว้
http://twilightvirus.blogspot.com/2009/08/sydney-underground-film-festival-2009.html และ สัมภาษณ์ผู้จัดงาน
http://twilightvirus.blogspot.com/2008/04/sydney-underground-film-festival.html


งาน Sydney Underground Film Festival นี้อาจจะเล็กมาก เพิ่งเปิดมาแค่ 3 ปี แต่เห็นการเติบโตชัดเจน ในงานมีหนังทดลอง หนังใต้ดินดิบ ๆ แรง ๆ ในจำนวนที่ไม่น้อยกว่าหนังดราม่า หนังสารคดี หนังอนิเมชั่น หรือหนัง feature film แต่บล็อกนี้ลงประกาศเท่าไร ก็ดูเหมือนไม่มีคนไทยส่งไปประกวดเสียที น่าเสียดาย

ชื่อโปรแกรมที่เขาจัดแบ่งเป็นแต่ละชุดในงาน ก็นะ เช่น Love/Sick, Re:Animation, Cine Experiment 1 และ 2, Recycled Cinema, Reality Bites, Titillations, Christ, Kid, You’re a Weirdo และ Sgt. Ballsack’s Comedy Corner

มาค้นพบตัวเองมากขึ้นก็ตอนที่ถูกบังคับให้ดูหนังประกวดกลุ่มนี้ภายในเวลาเพียง 4 วัน แล้วรีบส่งผลตัดสินให้ผู้จัด ทำให้ชักสนุกกับหนังสั้นขึ้นมามากกว่าเดิมเยอะ หนำซ้ำที่เคยเบื่อหนังทดลองไปนานก็กลับมาสนใจใหม่ โหวตให้หนังทดลองไปหลายเรื่อง

หนังทดลองบางเรื่องนั้น แค่ดูก็เพลินตาเหลือเกิน ไม่มีความหมาย ไม่มีเหตุผล ไม่รู้ว่าอนาคตคนทำจะขายหนังได้แค่ไหน

รายชื่อหนังที่โหวตไปมีตามนี้ (สารภาพว่าเวลาน้อยดูหนังประกวดไม่หมด บกพร่องต่อหน้าที่จริง ๆ)

Better Military Modelling (Jill Kennedy) *
Removed (Hobart John Hughes)
La Casetta Di Marzapane (Claudio Centimeri)
Aqua / Ship (Merilyn Fairskye) *
The Dreaming Man (Amber Wright) *
Split (Kitty Green) *
Partition for Obsolete Visuals (Emmanuela Prigoni) *
Fyre (Maria Sinclair-Ferguson) *


Myna Has Gone (Sadrac Gonsalez & Sonai Escolano) *
Porn Dogs (Greg Blatman)

I Covered My Eyes (Paul Turano)

ทางหนังดราม่าเรื่องยาวนั้น เท่าที่ได้ดู Life With Ashley ดูเป็นส่วนตัวของคนทำคู่พี่น้องมากไปหน่อยมั้ง ที่ชอบพิเศษคือหนังสเปนเรื่อง Myna Has Gone โดดเด้งดี ทำได้ถึงอารมณ์ นางเอกใหม่เล่นบทหนัก เขาถ่ายแบบสดดิบมาก ไม่ใช้ขาตั้ง ไม่จัดแสงเลยมั้ง มีเว็บไซต์: http://www.mynahasgone.com/

แต่ที่ลืมไม่ลง ไม่รู้ว่าบ้าหรือเปล่าที่โหวตให้ก็ไอ้เรื่องนี้ Porn Dogs: The Adventures of Sadie หรือที่ถูกต้องตั้งชื่อให้ใหม่ว่า Porn Dogs: The Sex Adventures of Little Miss Sadie Doggie ใครที่ชอบหนังหมาน้อยน่ารัก หมาน้อยแสนดี แนว Beethoven, Benji ดูเรื่องนี้รับรองหงายหลัง มาดูการเผชิญโลกค้นพบประสบการณ์เซ็กส์ของสาวน้อยเซดี้ นี่มันหนังโป๊ของหมาชัด ๆ แล้วสร้างมาให้มนุษย์ดู อะไรมันจะวิตถารงานงกกันขนาดนี้ อุแม่เจ้า อุบาทว์คลาสสิก สางสำแดงลงองค์โดยแท้!

แล้วเสียงพากย์หมาน้อยล่ะของใคร ราชินีวงการ Porn อย่าง Marilyn Chambers, อดีตแม่เล้า Heidi Fleiss และบรรดานักแสดงหนังโป๊ นักดนตรี นักแสดงตลกดังๆ หลายคน โอ มายก็อด

เว็บไซต์: http://www.porndogsthemovie.com/html/porndogs_synopsis.html

ทำให้จี๊ด อารมณ์บ้าอยากจัดฉายหนังที่ไม่ได้มีนานแล้วกลับมาใหม่ แต่จะฉายอย่างไร ฉายที่ไหน ทำไงดี เหนื่อยฟรีอีกตามเคย

9/12/09

Private Century หนังส่วนตัว ประวัติศาสตร์ชาติเชก


หนังเรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ไม่ได้มีบ่อย ๆ
ประวัติศาสตร์ประเทศเชก (ประมาณยุค 1920 ถึงต้นยุค 1970) ที่เล่าด้วยประวัติศาสตร์ส่วนตัว
โดย Jan Sikl นำมาตัดต่อและสร้างเป็นหนังทีวี ความยาว 52 นาที จำนวน 8 ตอน

รายละเอียดอ่านที่นี่
http://www.dvdtalk.com/dvdsavant/s3005priv.html

นี่อาจจะตัวอย่างที่ดี หากใครคนไทยที่สะสมหนังส่วนตัว หรือ “หนังบ้าน” นำไอเดียมาตัดต่อเป็นหนังประวัติศาสตร์ที่ใกล้ตัว และไม่น่าเบื่อ

ปล. ข้าพเจ้าเขียนเกี่ยวกับหนังบ้านไป คือ บทความ “หนังส่วนตัวหน้าธารกำนัล” เมื่อไม่นานมานี้ที่ วารสาร “อ่าน” ฉบับที่ 3

9/2/09

Farewell to Alexis A. Tioseco and Nika

Farewell to Alexis A. Tioseco and Nika

ข่าวร้ายจาก เต้และ filmsick
ไม่คิดว่าวันหนึ่งต้องมาเขียนรำลึกถึงคนอนาคตไกลที่อายุน้อยเพียงนี้

เจอกันหลัด ๆ ในงาน Lav Diaz ไม่คิดว่าต้องลาจากกันตลอดไป

ความหวังของ southeast asian cinema ดับไปอีกดวง

อำลา Alexis และ Nika
นอกจากทำหนังสือ Lav Diaz แล้วควรเปิด Lav Diaz Community, Lav Diaz, Society หรือ Southeast Asian Community ด้วย เพื่อรำลึกถึงคนเหล่านี้

8/27/09

Gradiva DVD (Alain Robbe-Grillet)


Gradiva DVD (Alain Robbe-Grillet) ออกแล้ว

อ่านเกี่ยวกับหนังของ Alain Robbe-Grillet: http://twilightvirus.blogspot.com/2007/10/alain-robbe-grillet.html

8/20/09

หนั’งใหม่ที่ Toronto International Film Festival 2009

หนั’งใหม่ที่เทศกาลหนังโตรอนโต้ แคนาดา 2009

นอกจากมี Bad Lieutenant: Port of Call New Orleans และ My Son, My Son, What Have Ye Done หนังใหม่ 2 เรื่องของ Werner Herzog แล้วยังมีการขุดงานเก่าในยุค 50 ที่ถ่ายไม่จบของ Henri-George Clouzot ในชื่อ Henri-George Clouzot's Inferno มาโชว์ด้วย (เรื่องเดียวกับที่ Claude Chabrol เอามาสร้างใหม่ในปี 1994 ชื่อ L'Enfer นำแสดงโดย Emmanuelle Béart)


แล้วยังมี Une Catastrophe หนังใหม่ความยาวแค่ 1 นาทีของ Jean-Luc Godard หนังของ Bruno Dumont, Tom Ford หนังเอเชียของ Raya Martin และ Vimukthi Jayasundara และอื่น ๆ อีกมากที่น่าดู

(ภาพแรกจาก Clouzot's Inferno ส่วนภาพที่สองจาก Une Catastrophe ของ Jean-Luc Godard)

การเดินทางของแดนดิไลอัน (กันต์ธร อักษรนำ) ใน ช่อการะเกด 49


ใน ช่อการะเกดเล่มล่าสุด “ช่อการะเกด 49” มีเรื่องสั้นที่น่าอ่านชื่อ ‘การเดินทางของแดนดิไลอัน’ แต่งโดย 'กันต์ธร อักษรนำ' อ้างอิงถึงหนังเรื่องหนึ่ง ซึ่งมีฉากลูกโป่งรูป ยัสเซอร์ อาราฟัต ลอยข้ามเขตแดนพิพาทอิสราเอล-ปาเลสไตน์

หนังเรื่องที่ผู้แต่งไมได้เอ่ยชื่อนั้นคือเรื่อง Divine Intervention ที่โด่งดังที่เมืองคานส์ เป็นหนังเกี่ยวกับอคติทางการเมืองที่ทั้งเศร้าและน่าขบขัน (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากหนังสือ 151 Cinema ของ filmvirus และ openbooks) เรื่องนี้มีลิขสิทธิ์พากย์ไทยด้วยในชื่อ “เมืองอลวน คนอลเวง” แต่ทางที่ดีควรดูฉบับซาวด์แทร็คน่าจะสมบูรณ์กว่า มิฉะนั้นเห็นปก แล้วจะนึกว่าดูหนังผิดเรื่อง กลายเป็นแนวแอ็คชั่นสนั่นเมือง

8/17/09

Lav Diaz at Thammasat University

Lav Diaz at a special screening in Thammasat

ไพโรจน์ สังวริบุตร ที่ลานดารา หอภาพยนตร์แห่งชาติ ศรีศาลายา

ไพโรจน์ และ ลลนา ที่ลานดารา

นักสะสมหนังคนหนึ่งถามพระเอก “วัยอลวน” ในโรงหนังศรีศาลายาถึงหนังเรื่องหนึ่งที่มี ไพโรจน์ แสดง ซึ่งเขาได้มาโดยบังเอิญ ไพโรจน์ดีใจบอกว่านั่นล่ะหนังสารคดีของยูเสส (หมายถึง USIS หรือเปล่า?) เป็นหนังที่หายสาปสูญไปนานกว่า 35 ปี คงดีไม่น้อยหากมีเก็บไว้ในหอภาพยนตร์แห่งชาติ

ไพโรจน์ ยังเสริมด้วยว่า การเปลี่ยนแนวโปรโมทหนัง “วัยอลวน 4” ของบริษัท GTH ในช่วงโค้งสุดท้าย จากการโปรโมท ตั้ม-โอ๋ ในตอนแรก (ซึ่งได้รับการต้อนรับดีมากจากสื่อมวลชนจนถึงกับต้องนัดคิวนักข่าวตั้งสองวัน) หันมาปั้นดาราใหม่เพื่อหวังตลาดวัยรุ่นปัจจุบัน คือสาเหตุแห่งความล้มเหลวที่ไม่อาจดึงคนดูรุ่นเก่าไปดูหนังโรงได้อีก รวมทั้งความผิดพลาดของการมีฉากนั้น “ฉากถุงยาง”