7/18/08

[ ศิลปะแห่งความว่าง ]

โดย . . . ‘กัลปพฤกษ์’ kalapapruek@hotmail.com

ในเมื่อนิยามความหมายดั้งเดิมของคำว่า ‘ศิลปะ’ ได้กำหนดไว้ว่ามันคือสิ่งสร้างสรรค์อันเป็นผลงานของมนุษย์ที่ใช้สื่อสารอารมณ์ความรู้สึกภายใน แต่หากว่าผลงาน ‘ศิลปะ’ ของศิลปินรายใดกลับกลายเป็นความว่างเปล่าปราศจากสารัตถะหรือความหมายใด ๆ มันจะยังเป็นงาน ‘ศิลปะ’ อยู่อีกไหม?

คำถามเชิงปรัชญาศิลปะนี้ได้กลายเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในวงการ เมื่อศิลปินอเมริกันนามอุโฆษอย่าง Robert Rauschenberg ได้เปิดการแสดงผลงานทัศนศิลป์นามว่า The White Paintings ณ Black Mountain College รัฐ North Carolina เมื่อปี ค.ศ. 1951 และได้สร้างกระแสแปลกใหม่ให้กับวงการศิลปะในทันที ผลงานชุด The White Paintings นี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าการแสดงผืนผ้าใบที่ฉาบทาด้วยสีขาว โดยมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นแถบริ้วหรือรูปทรงต่าง ๆ โดยปราศจากรูปร่างหรือสีสันอื่นใดอีกเลย ผืนผ้าใบสีขาวอันว่างเปล่านั้นสร้างความฉงนสนเท่ห์ในความไม่มีอะไรให้แก่ผู้เข้าชมการแสดงในครั้งนั้นเป็นอย่างมาก แนวคิดอันแปลกใหม่นี้ Robert Rauschenberg ได้พัฒนามาจากศิลปะในกลุ่ม Abstract Expressionism ที่ปล่อยให้ศิลปินเอาสีมาสาดละเลงกันตามอำเภอใจโดยไม่ต้องนำพารูปร่างหรือรูปทรงใด ๆ กันอีก แต่ใน The White Paintings นี้ Robert Rauschenberg ได้ก้าวไปอีกหนึ่งขั้นด้วยการหันหลังให้กับองค์ประกอบเชิงศิลปะของชิ้นงานแทบทั้งมวลจนเหลือเพียง concept หลักของการเป็น The White Paintings ที่ Robert Rauschenberg ตั้งใจเพียงเท่านั้น การลดทอนองค์ประกอบของ Robert Rauschenberg ในงานชิ้นนี้ถือเป็นรากฐานของศิลปะในกลุ่ม Minimalism ซึ่งจะได้รับความนิยมในเวลาต่อมา

Robert Rauschenberg ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับงานชิ้นนี้ไว้ว่า เขาไม่คิดว่าภาพต่าง ๆ ในชุด The White Paintings จะเป็นงานศิลปะ (ถึงแม้ว่ามันจะถูกจัดแสดงในฐานะงานศิลปะก็ตาม) หากเป็นเพียงประสบการณ์ทางการมองเห็นอย่างหนึ่งเท่านั้น โดยมันขึ้นอยู่กับผู้ชมแต่ละรายว่าจะมองภาพเหล่านี้ไปในทางใด ระหว่างความว่างเปล่าจนเกินไปหรือความขาวที่ถูกระบายจนแน่นเต็ม!

ภาพ The White Painting ฉบับสามแถบริ้ว โดย Robert Rauschenberg

ผลงาน The White Paintings ของ Rauschenberg นับเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ John Cage นักประพันธ์ดนตรีหัวก้าวหน้าได้แต่งบทคีตนิพนธ์ชื่อ 4’33” ในปีต่อมา บทประพันธ์ชิ้นนี้ John Cage ประพันธ์ขึ้นสำหรับเครื่องดนตรีหรือวงดนตรีชนิดใดก็ได้ โดยนักดนตรีจะต้องนั่งเฉย ๆ ไม่บรรเลงตัวโน้ตใด ๆ เป็นระยะเวลา 4 นาที 33 วินาที ตามชื่อของบทประพันธ์ แนวคิดของคีตนิพนธ์บทนี้ต่อยอดมาจากดนตรีในกลุ่ม Chance Music ที่ John Cage เป็นหนึ่งในหัวหอกในช่วงปี 1950s สำหรับดนตรี Chance Music นี้ผู้ประพันธ์จะมุ่งเน้นการเลือกตัวโน้ตและจังหวะในการบรรเลงจากหลักความน่าจะเป็น โดยกำหนดให้ตัวโน้ตแต่ละตัวรวมทั้งความสั้นยาวของมันถูกเลือกอย่างสุ่มด้วยวิธีการจับสลาก แต่ถึงแม้ว่าผู้บรรเลงจะเปิดโอกาสให้ทุกตัวโน้ตและจังหวะสั้นยาวต่าง ๆ มีโอกาสในการถูกเลือกใช้อย่างเท่าเทียมกันอย่างไร ผลลัพธ์ที่ได้มักจะกลายเป็นเสียงแห่งความโกลาหลวุ่นวายหาความไพเราะไม่ได้อยู่นั่นเอง หากแต่ศิลปินแห่งวงการดนตรี Chance Music กลับมองว่า เสียงเหล่านี้ต่างหากที่สะท้อนถึงดนตรีธรรมชาติได้ดียิ่งกว่าสุ้มเสียงแห่งการประดิดประดอยของการเรียงร้อยทำนองตามขนบการประพันธ์แบบดั้งเดิมเสียด้วยซ้ำ

หัวใจสำคัญในการบรรเลงบทประพันธ์ 4’33” จึงไม่ได้อยู่ที่ ‘ความเงียบ’ ของเสียงดนตรี หากแต่เป็นการกระตุ้นให้ผู้ฟังได้สนใจฟังเสียงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจจากผู้บรรเลงและหมู่ผู้ชม เช่นเสียงขยับตัว เสียงกระแอมไอ หรือเสียงกระซิบกระซาบพูดคุยกันเป็นต้น 4’33” ออกแสดงครั้งแรกในงานแสดงดนตรีสมัยใหม่ของ Woodstock Artists Association ณ กรุงนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ. 1952 โดยมี David Tudor นักดนตรีแนว Avant-garde รับหน้าที่เป็นผู้บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีเปียโน ความแหวกแนวแบบสุดโต่งของการแสดงในครั้งนี้ทำให้เหล่านักวิชาการดนตรีต้องหันกลับมาทบทวนนิยามความหมายของ ‘ดนตรี’ กันใหม่เลยทีเดียว


บทประพันธ์ 4’33” ของ John Cage นี้ ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่โดยสำนักพิมพ์ Peters โดยใน score ของดนตรีนั้น John Cage ได้แบ่งบทประพันธ์ออกเป็นสามกระบวนท่อนด้วยกัน และในแต่ละกระบวนท่อน John Cage จะใช้คำศัพท์ทางดนตรีภาษาลาติน TACET ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า ‘ความเงียบ’ มากำกับ คำศัพท์ TACET นี้โดยปกติแล้วจะใช้บ่งบอกแนวบรรทัดของเครื่องดนตรีบางชิ้นที่ร่วมบรรเลงในวงดุริยางค์ขนาดใหญ่เพื่อแจ้งให้นักดนตรีทราบว่า บทประพันธ์ในท่อนกระบวนนั้น ๆ ไม่ต้องการการบรรเลงจากเครื่องดนตรีชนิดนั้น

Score บรรเลงของบทประพันธ์ 4’33” โดย John Cage ที่มีเพียงคำสั่งกำกับว่า TACET ในทั้งสามกระบวนท่อน

เมื่อ ‘ความว่าง’ ได้รุกรานวงการศิลปะมาถึงสองแขนงแล้ว ในแวดวงวรรณกรรมเองก็ดูจะมิได้น้อยหน้า เมื่อ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินผู้คร่ำหวอดในแวดวงวรรณกรรมไทยมายาวนานกว่า 30 ปี ได้ประพันธ์เรื่องสั้นเชิงทดลองชื่อว่า ‘ความว่าง’ ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร ช่อการะเกด ฉบับที่ 36 มกราคม-กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 สุชาติ สวัสดิ์ศรี ได้ให้การเกี่ยวกับเรื่องสั้น ‘ความว่าง’ นี้ว่า มันเป็นเรื่องสั้นสาธิตที่สามารถอธิบายความหมายแท้ ๆ ของ ‘งานประพันธ์แนวทดลอง’ ได้เป็นอย่างดี และตัวเขาเองที่เป็นผู้บัญญัติคำว่า “แนวทดลอง” และ “เรื่องสั้นแนวทดลอง” ขึ้นเป็นคนแรก โดยมีหลักฐานจาก ‘บทกล่าวนำ’ ในเรื่องสั้นชุด ช่อปาริชาต: ฝนหยดเดียว (พ.ศ. 2535) ซึ่งเขาเป็นบรรณาธิการเป็นเครื่องยืนยัน


บางส่วนของเรื่องสั้นชื่อ ‘ความว่าง’ โดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร ‘ช่อการะเกด’ ฉบับที่ 36


เรื่องสั้น ‘ความว่าง’ นี้ถือเป็นส่วนหนึ่งใน ‘กถาบรรณาธิการ’ ประจำฉบับที่ 36 ของนิตยสาร ช่อการะเกด ที่ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ใช้เป็นพื้นที่สื่อสารกับผู้อ่านในฐานะบรรณาธิการ โดยเรื่องสั้นเรื่องนี้ประกอบไปด้วยชื่อ ‘ความว่าง’ พิมพ์ด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่สีขาวขอบดำบริเวณกลางหน้า 11 จากนั้นเนื้อหาของเรื่องสั้นก็จะมีแต่ความว่างเปล่าไปจนกระทั่งถึงส่วนต้นของหน้า 14 จึงจะมีรูปสามเหลี่ยมด้านเท่าสีดำทึบขนาดเล็กแสดงตำแหน่งจบของเรื่อง ‘ความว่าง’ จึงนับเป็นเรื่องสั้นที่กล่าวถึง ‘ความว่าง’ โดยใช้ความว่างจริง ๆ มาเป็นเครื่องมือบอกเล่า โดยผู้ประพันธ์มีวัตถุประสงค์ในการแสดงวิธีการอันเปิดกว้างของแนวทาง ‘ทดลอง’ ที่ควรจะต้องมีอิสระอยู่เหนือกรอบเกณฑ์ทั้งมวล

เรื่องสั้น ‘ความว่าง’ ได้รับการตีพิมพ์อีกครั้งในรวมเรื่องสั้นชุด ความว่าง ของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี โดยสำนักพิมพ์สามัญ-ชน เมื่อปี พ.ศ. 2546 โดยมีการจัดเรียงหน้าและใช้รูปแบบตัวอักษรแบบใหม่รวมทั้งมีความยาวเพิ่มขึ้นจาก ‘ความว่าง’ ฉบับช่อการะเกดอยู่หลายเท่าตัว


สำหรับคุณผู้อ่านที่สนใจ ‘ศิลปะแห่งความว่าง’ ในงานภาพยนตร์ สามารถร่วมชมภาพยนตร์แห่งความว่างเรื่อง ABSOLUTE โดย ‘กัลปพฤกษ์’ ได้ในวันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 เวลา 15.00 น. ณ งานหนังสั้นมาราธอน ห้องฉาย ASYLUM ชั้น 3 อาคารอาณารักษ์ ถนนสีลม ซอย 3


โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์เรื่อง ABSOLUTE (2008)



7/12/08

C = Cronos H = Hellboy

Hellboy
Hellboy
Hellboy
Guillermo del Toro
Guillermo del Toro
Guillermo del Toro
Guillermo del Toro
Guillermo del Toro
Guillermo del Toro

หน้านี้มอบให้ กิญแญร์โม่ เดล โตโร่ ผู้กำกับ Mimic, Hellboy, Cronos, The Devil’s Blackbone และ Pan’s Labyrinth


ต้อนกับการมาเยือนของ Hellboy 2

(อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ กิญแญร์โม่ เดล โตโร่ และ Cronos ได้ใน ฟิล์มไวรัส เล่ม 5 : ฉบับปฏิบัติการหนังทุนน้อย)

(ภาพจากปกวีซีดีไทย Cronos)

7/5/08

เกียรติยศสูงสุดอีกครั้งของของคนไทย

เกียรติประวัติของคนไทย

เครื่องอิสริยาภรณ์สำหรับคนทำหนังไทยระดับโลก



อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล กำลังจะเข้ารับเครื่องอิสริยาภรณ์เกียรติยศ Chevalier des Arts et des letters ซึ่งนับเป็นของสูงในแวดวงวัฒนธรรมฝรั่งเศส ถือเป็นเกียรติระดับเกือบสูงสุดเท่าที่คนฝรั่งเศสเองภูมิใจและคนต่างชาติมากมาย (ได้แต่) ฝันใฝ่

คนดังวงการศิลปะ ดนตรี วรรณกรรม ภาพยนตร์ที่เคยรับเกียรติได้มาก่อนหน้านี้ก็เช่น


Michael Haneke
กงลี่
Paul Auster (อ่านที่ http://www.onopen.com/2006/02/1247)
David Bowie
Anthony Burgess
Ray Bradbury (คนนี้เจ้ยตัวจริงมาแล้วพร้อมสอยลายเซ็นต์)
William Faulkner
Nan Goldin
Bob Dylan
Celine Dion
Nadine Gordimer
Hal Hartley (อ่านประวัติใน filmvirus เล่ม 5)
Patricia Highsmith
กิมย้ง
Kazuo Ishiguro
Emir Kusturica
Jude Law
Jackson Pollock
Merlyn Streep
Patti Smith
Salman Rushdie
Mrinal Sen
Robert Redford
Toni Morrison
Rudolf Nureyev
Hayao Miyazaki
Ella Fitzgerald

ขนาดชาวต่างประเทศอย่างป๋า Clint Eastwood ยังมาได้ไอ้เครื่องอิสริยาภรณ์นี่ตอนแก่
แล้ว อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เป็นใคร

เจ้ย อภิชาติพงศ์ - เขาคือคนที่ชาติไทย และรัฐบาลไทยไม่ต้องการให้ลงสมัครพรรคไหน
เฮ้ มีพรรคของตัวเองดีกว่า พรรค Kick the Machine ไง มีคอหนังตัวจริงเป็นแนวร่วมดีกว่าที่ต้องซื้อเสียงจ่ายเงินกินต้มยำกุ้งกับฮะเก๋า

กำลังจะมีพิธีงานเลี้ยงรับรองที่สมาคมฝรั่งเศส กรุงเทพฯ
วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 เวลา 18.00 น.
จบรายงานข่าว-สำนักข่าวฟิล์มไวรัส
(ภาพประกอบโดย Filmvirus)

เอ้า ใครยังไม่มีหนังสือ สัตว์วิกาล: ภาพเรืองแสงของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (Unknown Forces: The Illuminated Art of Apichatpong Weerasethakul) ของ ฟิล์มไวรัส / openbooks ก็เชิญหาซื้อเถิด ก่อนจะกลายเป็นของสะสมหายาก

รายละเอียดตามนี้เลย : http://dkfilmhouse.blogspot.com/2007/10/blog-post.html

ใช่! นี่มันโฆษณากันชัด ๆ
ประกาศโฆษณาติดต่อ : ฟิล์มไวรัส

7/4/08

THIRD CLASS CINEMA : PROGRAMME 006

THIRD CLASS CITIZEN presents



THIRD CLASS CINEMA : PROGRAMME 006
I’M FINE, THANK YOU. AND YOU?

ไม่มีบท ไม่มีสคริปต์ ไม่มีนางสาวไทย ไม่มีใครสอบเอนทรานซ์
เพียงมีแค่ ความฝันที่ยังไม่ได้ทำก่อนจากไป เท่านั้นเอง...

I’M FINE, THANK YOU. AND YOU? คือ สารคดีขนาดยาวเรื่องใหม่ล่าสุดจากนักทำสารคดีมือดีชื่อ พัฒนะ จิรวงศ์ เจ้าของหนังสั้นรางวัลอย่าง Tears, Looking through the Glasses และ สุทธ์ แถมยังเป็นคนไทยที่ได้รับเลือกให้ไปทำหนังที่เกาหลีในโครงการ One man band project มาแล้ว

งานล่าสุดของพัฒนะเรื่องนี้บันทึกเรื่องราวของความฝันและชีวิตช่วงสุดท้ายของเด็กๆ 5 คน ก่อนที่ ‘มะเร็ง’ จะมาจับมือพาพวกเขาเดินจากโลกนี้ไป แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ทุกเวลาที่ดำเนินไปในแต่ละวันของเด็กๆ เหล่านี้ก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะราวกับว่าพวกเขานั้น ‘สบายดี’

I’M FINE, THANK YOU. AND YOU?
ฉายวันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม 2551
เวลา 19.00 น. / BIOSCOPE THEATER (ซ.รัชดาภิเษก 22 / MRT รัชดา ประตู 4)
และคุยกับ พัฒนะ จิรวงศ์ หลังฉายหนังครับ

ชมฟรี ไม่ต้องจองที่นั่งเจ้า

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://thirdclasscitizen.exteen.com/

6/30/08

Herbert Achternbusch on You Tube

Herbert Achternbusch on You Tube

เห็นหน้า แฮร์แบร์ท อัคช์แทรนบุช ครั้งสุดท้าย ตอนรับเชิญผู้กำกับ Aki Kaurismaki ไปนำเสนอหนังตัวเองที่ฟินแลนด์ จนกลายเป็นเพื่อนซี้นั่งงัดข้อ-ซดเบียร์กันออกทีวี

แต่ตอนนี้นักทำหนังเยอรมันคนเก่งเลิกทำหนัง-แสดงหนังกลายเป็นศิลปินวาดภาพ ใครที่เคยดูเทศกาลหนังของเขาที่ฉายที่เกอเธ่ และของ ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ จัดที่ธรรมศาสตร์ แล้วรู้สึกคิดถึงลองไปดูตัวอย่างหนังและสัมภาษณ์เขาได้ที่นี่ http://www.youtube.com/watch?v=U9sdfF3HY_U
ซึ่งเป็นภาพจากการจัด Retrospective ฉายหนังของเขาทั้งชุดที่งานเทศกาลหนังเมืองมึนเช่นครั้งล่าสุด (Munich Film Festival ปี 2008)

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Achternbusch ผู้กำกับที่ถูกหลงลืมในรุ่น New German Cinema (แต่นอกสังกัด) ได้ใน Bookvirus เล่ม 1 หนังวรรณกรรม (A = Achternbusch)

หมายเหตุ : ภาพประกอบจากหนังเรื่อง Servus Bayern ของ Herbert Achternbusch

6/25/08

"รักบังตา" (Love Invisible)

พระจันทร์เสี้ยวการละคร เสนอ

"รักบังตา" (Love Invisible)


ไม่สำคัญจะเห็นว่ารักหรือไม่เพราะใจได้รู้ว่ารักแล้วรัก เป็นจุดเริ่มต้นของหัวใจ แต่อาจเป็นจุดจบของบางเรื่องราวเพราะ...


รัก ไม่ได้เกิดกับคนทุกคน แต่คนส่วนใหญ่ต้องการมันรัก ไม่ตอบรับกับคนทุกคน แต่มีเพียงแค่บางคนที่ได้รับรัก ไม่สมหวังกับคนทุกคน แต่คนบางก็วิ่งไล่ตาม

มุมมองเรื่องรักของใครบางคนที่หัวใจไม่ไร้รัก
เขียนบท กวินธร แสงสาคร และ สินีนาฏ เกษประไพ กำกับโดย กวินธร แสงสาคร

วันเวลาแสดง27,28,29 มิถุนายน 2551 4,5,6 กรกฎาคม 2551รอบเวลา 19.30 น. / เสาร์-อาทิตย์ เพิ่มรอบ 14.30 น.(รวม 10 รอบ)

แสดงที่ ละครโรงเล็ก Crescent Moon Spaceอยู่ในอาคาร สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่ออ (ลงสถานีรถไฟฟ้าทองหล่อ)


บัตรราคา 250 บาท (นักเรียน,นักศึกษา 200 บาท)

ติดต่อสอบถามที่ 081 259 6906 และ 081 612 4769

ดูรายละเอียดโปรแกรมที่ http://www.crescentmoontheatre.com/

6/19/08

ศิลปะแนวนวลตอง

โปรแกรมงานศิลปะของคุณนวลตองที่น่าสนใจ

มีใครคนหนึ่งเคยบอกว่า
ชมภาพเขียนของ “ นวลตอง ” ครั้งใด
จะเย็นชื่นฉ่ำ เสมือนฝนตกโดนใจ ทุกครั้งไป

Nualtong Prasarnthong ( Nual )

นวลตอง ประสานทอง ​(นวล)
นักวาดภาพประกอบอิสระ

นวลตอง ประสานทอง สาวบัญชี
ที่ค้นพบตัวเองว่า รักการวาดภาพประกอบมากกว่าการจัดวางตัวเลข
จบบัญชีจากจุฬาฯ และไปต่อโท ด้าน art ที่ ประเทศอังกฤษ
เป็นหญิงสาวที่มีเสน่ห์ แต่ยังไม่เท่าเสน่ห์ของภาพประกอบ
งานที่เธอทำด้วยความรัก
มีงานวาดภาพฝีมือเธอมากมาย ในนิตยสารอย่างสม่ำเสมอ
และภาพประกอบแบนด์ดัง อยู่เป็นเนื่องๆ
เคยมีนิทรรศการเดี่ยวและคู่มาแล้วหลายครั้ง
แต่ครั้งนี้ นิทรรศการเดี่ยว NYMPH by NUALTONG

ภาพนางไม้ หญิงสาวที่เป็นแรงบันดาลใจ

ด้วย สีอะครีลิค กว่า30 ภาพ สวยล้ำลึกและ น่าค้นหา
ที่... j gallery j-avenue ซอยทองหล่อ
กำหนดการเปิดงาน ในวันที่12 มิถุนายน เวลา 18.00 น.

(จัดแสดงภาพตั้งแต่ วันที่ 12-25 มิถุนายน )

นวลตอง ขอเชิญคุณมาร่วมเป็นเกียรติในงานนี้ค่ะ

กิ๊บเก๋จุ๊บๆ มีของกุ๊กกิ๊กน่ารักน่าเก็บน่าสะสม
งาน nymph ต่างๆ ให้เลือกสรรในงานด้วยนะคะ
อาทิ สร้อยคอ ผ้าพันคอ สมุดรวมภาพวาด ฯลฯ ค่ะ
รื่นรมย์ชมภาพฝัน อร่อยไปกับสารพัน iberry

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ลัลตรา (แตงโม) 081-988-6062

6/16/08

ทำไมคนไทยจึงควรทะนุถนอม เจ้ย อภิชาติพงศ์

ทำไมคนไทยจึงควรทะนุถนอม เจ้ย อภิชาติพงศ์
โดย สนธยา ทรัพย์เย็น filmvirus@yahoo.com

เถียงกันไม่จบเรื่องความเหมาะสมของ 4 ฉากใน ‘แสงศตวรรษ’ (โดยผู้ชำนาญการทั้งหลายที่ยังไม่ได้ดูหนัง) จนลืมสาระสำคัญว่าน่าจะเกิดประโยชน์กว่าไหม หากเราจะหันมาพิจารณาว่าอะไรที่ทำให้ เจ้ย - อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เป็นคนทำหนังชาวไทยที่สมควรได้รับการเอาใจใส่และให้การสนับสนุนส่งออก ไม่แพ้นักกีฬาทีมชาติ แชมป์ฟิสิกส์เยาวชน ศิลปินแนวอนุรักษ์สยาม และสาวไทยผิวเข้ม

หนุ่มเจ้ยฝากฝีมือระบือโลกมาตั้งแต่ 7 ปีที่แล้วเมื่อกองทุนฮิวเบิร์ต บาลส์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ออกทุนสร้าง ‘ดอกฟ้าในมือมาร’ หนังขาวดำรูปแบบพิสดารซึ่งแจ้งเกิดที่เทศกาลหนังร็อตเตอร์ดาม เพราะนี่คืองานที่สะท้อนลักษณะศิลปะแนวร่วมด้วยช่วยคิดไว้ได้อย่างน่าตื่นตา ไร้รูปแบบเรื่องเล่าตายตัวทั่วไป มีเพียงกล้อง 16 มม. ที่เจ้ยแบกกล้องตามถ่ายชาวบ้านของแต่ละภาคทั่วไทย รู้เห็นชีวิตประจำวันสุดแสนธรรมดาของเขาเหล่านั้น ก่อนที่หนังจะก้าวข้ามไปมาระหว่างประสบการณ์จริงกับเรื่องเล่าปาฏิหาริย์ หนังข่าว ทอล์คโชว์ และจินตนาการมหัศจรรย์ ที่โยนลูกเต๋าให้มนุษย์เดินดินแต่ละราย ได้มีโอกาสด้นสดแต่งเติมนิทาน (คนละ) เรื่องเดียวกัน ซ้ำยังชี้ว่าประสบการณ์ทางศิลปะนั้นแชร์กันได้ ไม่ใช่วรรณะห่างเหินระหว่างหน้ากล้อง หลังกล้อง และคนดู


นักแสดงมือสมัครเล่นของหนังเจ้ย ซึ่งหน้าตาผิวพรรณห่างไกลจากมาตรฐานดาราผิวไข่มุก เป็นกลุ่มคนที่สื่อละครทีวีหรือหนังใหญ่ทั้งหลายแทบจะไม่มีวันมอบคิวให้สิทธิ์และโอกาส ผลงานถัดจากนั้นคือ สุดเสน่หา’, ‘สัตว์ประหลาด’และ ‘แสงศตวรรษ’ ซึ่งยังคงล้อมรายด้วยกลุ่มดาวโนเนม ยิ่งมีแต่ตอกย้ำว่าที่ทางของหนังก้าวไกลไม่ได้มีแค่เพียงการเล่าเรื่อง เร้าอารมณ์ มอบคติสอนใจ เป็นปากเสียงของชุมชน อวดฉลาดด้วยสไตล์กล้องหรือบทพูดคมคาย หรือสั่งเสียคนดูด้วยศีลธรรมอัดเม็ด เจ้ย นั้นชอบเล่นล้อเรื่องจริงกับเรื่องมายาอยู่เสมอ แถมยังกล้าปฏิเสธการผูกขาดจากระบบดารา ค่ายหนัง หรือแม้กระทั่งเงินบาท อีกทั้งบทหนังสำเร็จรูป หรือบทประพันธ์ดัดแปลง ที่เคยเป็นเครื่องการันตีหนังไทยคุณภาพ ก็หาใช่ข้อแม้สำคัญอีกต่อไป

เจ้ย ทำหนังด้วยวิญญาณของนักค้นคว้าตลอดกระบวนการทำหนัง เขาสนุกกับการค้นหามากกว่าการค้นพบ อันว่านักแสดงชาวบ้าน ทีมงาน โลเกชั่น เรื่องราวที่พร้อมจะสับเซ็ทถ่ายเทไปมานั้น ต่างก็มีอิทธิพลต่อตัวหนังได้ตลอดเวลา ทั้งยังช่วยให้เขามองเห็นตัวเองและคนรอบข้างได้ชัดเจนขึ้น เป็นการเก็บรายละเอียดสัมผัสทางอารมณ์ เฝ้ามองอารมณ์ขันเรียบง่ายในชีวิตแบบพื้น ๆ ซึ่งยืดหยุ่นกว่าการยึดติดกับบริบททางความคิดที่วางแผนตายตัวล่วงหน้า เพราะนั่นอาจหมายถึงการพลาดโอกาสเปิดตาใสมองโลกอย่างพิศวงตื่นรู้ ไวต่อการสังเกตการณ์ ปลอดจากนิสัยชอบตัดสินถูกผิด เพราะการเป็น ‘นักเรียนชีวิต’ รับฟังธรรมชาติ วัฏจักรความเป็นอยู่ ความเชื่อของผู้คนนั้นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด และที่สำคัญไม่ย่อหย่อนไปกว่าก็คือ การดูหมิ่นเหยียดหยาม เยาะเย้ยเสียดสี เปิดโปงความงมงาย ความชั่วร้ายของบุคคล และองค์กรใดนั้นช่างห่างไกลเหลือเกิน ทั้งจากตัวหนัง ความสนใจ และบุคลิกนิสัยของเจ้ย เท่าที่ผมได้รู้จักมาตั้งแต่ตอนลั่นกล้อง ‘ดอกฟ้าในมือมาร’


หลายคนล้อเลียนเจ้ย ว่าดัดจริตทำหนังดูยาก บ้างก็หาว่าทำหนังไม่เป็น บ้างก็หาว่าทำหนังเอาใจฝรั่งหัวสูง ซึ่งข้อกล่าวหากลุ่มนี้ผมพอเข้าใจได้ เพราะว่าหนังเจ้ยไม่เคยเน้นเล่าเรื่องราว หลายฉากเป็นเพียงภวังค์ ความคิดฝันที่ไหลเลื่อนไม่ปะติดปะต่อ ซึ่งเอื้อนเอ่ยทิ้งน้ำหนักสละสลวยดั่งนักกลอนเอก คนดูหลายคนจึงอาจอึดอัดใจ หากนำแว่นการดูหนังวิเคราะห์วรรณกรรมตามหลักสูตรมาใช้วัดคุณค่า เช่น การพัฒนาตัวละคร สร้างความขัดแย้ง โครงสร้างเรื่องเล่า 3 องก์ ตลอดจนการคลี่คลายเรื่องแบบตีสรุป พร้อมคติธรรม

น่าเสียดายที่เราคนดูหนัง กลับคุ้นเคยกับภาพชีวิตไทยชาวบ้านในลักษณะงดงามพาฝัน สังคมแย้มยิ้มปรองดอง หรือไม่ก็อิงแอบหาหนังที่ทุกอณูชีวิตจะต้องระห่ำใจมาร ขันแข่งแก่งแย่งจนทำให้พวกเราละเลยความเรียบง่ายประจำวันของชีวิต ตื่นตูมปฏิเสธฉากพระเล่นกีต้าร์ แพทย์เกิดอารมณ์เพศ หมอจิบเหล้าซึ่ง เจ้ย นำเสนอในลักษณะไม่ขับเน้น ไม่จับจ้อง ไม่หวังกระตุ้นต่อมอารมณ์ตุ้มติ่ม ต่างกันโลดจากที่ โกยผีแต๋ว หมอซ้งติงต๊อง เท้าพระพรมหน้าโยม และตลกหยาบโลนได้กระหน่ำโสตประสาทคนดูหนังไทยมานับโกฏิปี

คงวิเศษนัก หากเราเปิดใจว่า หนังนั้นสามารถมีอิสระเฉไฉได้ดั่งปลายพู่กัน เราควรใจกว้างยอมรับว่าหนังที่ดีไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดให้สรุปความ ถกเถียงปรัชญา ตีแผ่บุคลิกตัวละครอย่างเจาะลึก เพราะบางครั้งแค่การเดินเคียงคู่ แอบฟังตัวละครเกี้ยวพากันอย่างละเมียดละไมชั่วครู่ยามก็น่าจะเพียงพอแล้ว หนังที่มีค่าไม่จำเป็นต้องตอบคำถามสำคัญ สู่รู้ไปทุกเรื่อง หรือห่วงใยมนุษยชาติอย่างออกหน้าโอเวอร์ เพราะไม่ว่าจะเป็น หมอ พยาบาล ทหาร พระ เกย์ นักร้อง หรือหญิงชาวบ้านวัยกลางคน ทุกคนก็เป็นเพียงหลายชีวิตที่พบปะทักทาย แลกเปลี่ยนความเห็น พูดคุยหยอกเอินกันได้ แม้แต่หมอโรงพยาบาลซึ่งกำลังรักษาหลวงพี่ (ใน ‘แสงศตวรรษ’) ก็อาจสลับตำแหน่งกลายเป็นลูกค้ายาแผนโบราณของพระท่านได้เหมือนกัน ซึ่งนี่เป็นอารมณ์ขันในชีวิตพื้น ๆ ที่ชาวบ้านเจนตา เพียงแค่คนเราไม่ตั้งแง่ วางมาดเท่เป็นรูปปั้นพนักงานตัวอย่างกันตลอด 24 ชั่วโมง ทุกคนก็สามารถนั่งขำกันอย่างสมสุข เช่นเดียวกับคนดูหนัง 200 กว่าคนที่ชม ‘แสงศตวรรษ’ ในรอบสื่อมวลชน

หากเราไม่นั่งเกร็งกับการดูหนังประเภทเอาความจนเกินไป เรื่องราวครึ่งหลังของ สัตว์ประหลาด และ แสงศตวรรษ นั้นอาจจะไม่ใช่ภาระหนักหนานัก ลองมองใหม่ดูบ้างว่าเจ้าครึ่งหลังของหนัง 2 เรื่องนั้นอาจเป็นแค่ภาพกลับ / สลับร่าง / แปลงร่าง ที่มีทั้งความเหมือนและความต่างของบุคคล หรือกลุ่มตัวละครเดียวกัน และมันสะท้อนภาพฝัน ความโหยหาที่พลิกผันคาบเกี่ยวระหว่างความทรงจำกับแฟนตาซี เพราะหนังนั้นเป็นได้ทั้งภาพจริงและภาพเปรียบเปรย ขออย่ายึดถือตายตัวกับภาพถ่ายของจริงจนเกินงาม เพราะศิลปะของแท้นั้นมีคุณสมบัติทางนามธรรมที่สามารถถ่ายทอด “ให้เห็นในสิ่งที่ไม่ได้โชว์ให้เห็น” คล้ายคำคมของ โจนาธาน สวิฟต์

เอกลักษณ์ของหนังเจ้ย คือย้ำให้เราตระหนักถึงความมหัศจรรย์ของโลกที่ฟ้าประทานโสตประสาท ดวงตา หู ให้เรารับรู้โลกสวยงาม รู้สึกถึงความลึกลับ ปริศนา อันตราย มนต์เสน่ห์ของจินตนาการและธรรมชาติ โดยใช้สื่อภาพยนตร์ซึ่งเป็นสื่อภาพเคลื่อนไหวที่เหมาะเหม็งในการบันทึกภาพชีวิตของคนยุคใหม่ อย่างยากที่ศิลปะแขนงอื่นจะทำได้เทียมเท่า และในตอนจบของหนัง แสงศตวรรษ ก็เช่นเดียวกับ ดอกฟ้า ที่เจ้ย ถอยโฟกัสออกจากกลุ่มตัวละครสมมติ กลับไปหาความงามในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน (และทีมงานหลังกล้อง) ด้วยการทำกิจกรรมกลางแจ้งร่วมกันในสวน คล้ายกับที่ เฟเดริโก้ เฟลลีนี่ เคยนำตัวละครในโลกจินตนาการของเขาออกมาเดินนวยนาดบนแคทวอล์ควงกลม เพื่อสะท้อนวงจรสุขนาฏกรรมทบบรรจบในตอนท้ายของ 8 ½ (แปดครึ่ง)

อนาถใจนักว่าการรอคอยมานานกว่า 20 ปีของผม วันที่คนไทยฝีมือระดับ Master ของโลกจะได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ สมกับที่หนังลีลากวีเรื่อง ‘สัตว์ประหลาด’ และ ‘แสงศตวรรษ’ นั้นงดงามทัดเทียมกับกลอนภาพชั้นครูเรื่อง The Mirror ของ อังเดร ทาร์คอฟสกี้, Amarcord ของ เฟลลีนี่ และ Persona ของ อิงมาร์ เบิร์กแมน ทำไมประเทศนักเลงใจเสี่ยอย่างเราจึงขาดนายทุนไทยใจกล้า ทำไมเราต้องเสียดสีถากถางเจ้ยเพียงเพราะหนังเขาไม่สอพลอคนดู ทำไมเราจึงผลักไสเขาไปดิ้นรนหาการอุปการะจากต่างชาติ ซ้ำยังไม่มีโอกาสฉายผลงานฉบับสมบูรณ์ให้คนไทยด้วยกันได้ชมในโรงภาพยนตร์อีกต่างหาก
---แล้วเราก็ทำบาปกับอัจฉริยะตัวจริงอีกครั้ง....และอีกครั้ง เช่นเดียวกับคนไทยมีฝีมือรุ่นต่อ ๆ ไป ซึ่งยากจะเลี้ยงโต ซ้ำรังแต่จะหาพื้นที่ยืนของตัวเองได้อย่างยากเย็น ครั้นเมื่อยืนหยัดบนลำแข้งของตัวเองได้เมื่อไร ก็คงต้องเตรียมตัวถูกทวงบุญคุณว่าการเป็นคนไทยที่ดีนั้น ต้องพลีกายถวายท้ายให้แผ่นดินแม่บ้าง

(ตีพิมพ์ใน : กรุงเทพธุรกิจ ฯ คอลัมน์จุดประกาย วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม 2550)

6/5/08

เทศกาลภาพยนตร์และการสัมมนาเรื่องความพิการ 2008


แผนงานสร้างเสริมสุขภาพคนพิการในสังคมไทยนิตยสาร BIOSCOPE และภาคีเครือข่ายฯ

ขอเชิญร่วมงาน Disability Film Festival & Seminar 2008

เทศกาลภาพยนตร์และการสัมมนาเรื่องความพิการ 2008


+ 5 หนังสั้นเข้ารอบสุดท้าย จากการประกวดหนังสั้น หัวข้อ ความพิการ

+ 5 สุดยอดหนังนานาชาติ ที่เล่าเรื่องความพิการทั้งบันเทิงและบันดาลใจ

+ สัมมนาเชิงวิชาการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เรื่องคนพิการ

+ นิทรรศการ งานวิจัย จำหน่ายสินค้า จากคนพิการ

และกิจกรรมแสดงความสามารถของคนพิการ อีกมากมาย

วันที่ 20-21 มิถุนายนนี้ เวลา 10.00 - 19.00 น. ณ Hall โรงแรม Centara Grand และห้อง Lotus Suite 1-7 ชั้น 22 เซ็นทรัลเวิลด์


ชวนดูหนังดี หาดูฟรีที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว!!!

- In the land of the Deaf :สารคดีเกี่ยวกับเด็กหูหนวก

- Music Within : หนังที่สร้างจากเรื่องจริงของผู้พิการทางการได้ยิน

- Emmanuel Gigt : สารคดีของคนขาพิการที่ปั่นจักรยาน

- Every Little Thing : สารคดีการรักษาผู้พิการทางจิตด้วยศิลปะ


*หนังทุกเรื่องมีซับไตเติ้ลภาษาไทยสำหรับผู้ที่สนใจ สามารถลงทะเบียนล่วงหน้า เพื่อร่วมรับประทานอาหารกลางงวันและอาหารว่างในวันงานโดยส่งชื่อ และหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้ มาที่ fuse.bioscope@gmail.comภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2551

6/3/08

101 มนัสรำลึก :ฉายหนัง คืนวันหนึ่งที่ถนนตะแลงแกง


101 มนัสรำลึก :ฉายหนัง คืนวันหนึ่งที่ถนนตะแลงแกง

เนื่องในวันที่ 10 มิถุนายน 2551 จะครบวาระ ครบ 101 ปี มนัส จรรยงค์ ราชาเรื่องสันผู้ตีพิมพ์เรื่องสั้นหลายร้อยเรื่องตลอดชีวิตการทำงาน เจ้าของเรื่องสั้นอย่าง จับตาย ท่อนแขนนางรำ และ ซาเก๊าะ

ร้านหนัง(สือ) 2521 ชวนชม ‘คืนวันหนึ่งที่ถนนตะแลงแกง' ภาพยนตร์สั้นโดย ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ สร้างจากเรื่องสั้นของ มนัส จรรยงค์ ราชาเรื่องสั้นแห่สยามประเทศ ฉายพร้อมกันทั้งเหนือ - ใต้ (ที่เชียงใหม่ ฉายที่'ร้านเล่า') ชมก่อนกรุงเทพ แบบป่าล้อมเมือง พร้อมร่วมวงเสวนา ‘มนัสรำลึก' กับนักเขียนภูเก็ต ในวันที่ 10 มิถุนายน 2551 19.00 น.

19.00น. : ชม คืนวันหนึ่งที่ถนนตะแลงแกง หนังสั้นจากเรื่องสั้นของ มันส จรรยงค์
19.40 น. : เสวนา BOOKCLUB ครั้งที่ 1 ‘ มนัส จรรยงค์ รำลึก ‘ กับ อ.เสน่ห์ วงศ์กำแหง , วันเสาร์ เชิงศรี ขวัญยืน ลูกจันทร์ และ สมชาย บำรุงวงศ์ นักเขียนชาวภูเก็ต

พร้อมกันนี้ ร้านหนัง(สือ) 2521 ขอชวนเชิญ นักอ่าน นักดูหนัง และ ผู้สนใจทุกท่าน ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน รวมทั้ง นำหนังสือของมนัส จรรยงค์ ในมือท่าน มาแลกเปลี่ยน เพื่อจัดนิทรรศการ ปกหนังสือมนัส จรรยงค์ แบบวันเดียวจบ!

พบกันที่ ร้านหนัง(สือ)2521 วันอังคารที่ 10 มิถุนายนนี้ หนึ่งทุ่มตรงเป็นต้นไป!

5/17/08

UNDER THE SATAN’S SUN ทางจอแก้ว!!! (Juno ฉบับ ‘มึงตาย!’)

UNDER THE SATAN’S SUN ทางจอแก้ว!!! (Juno ฉบับ ‘มึงตาย!’)

โดย . . . กัลปพฤกษ์’ kalapapruek@hotmail.com

ข่าวด่วน! ข่าวดี! สำหรับคอหนังผู้ไม่นิยมการประนีประนอมทั้งหลาย วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม นี้ เวลา 20:24 น. เพื่อนพ้องน้องพี่จะมีโอกาสได้ชมผลงานอื้อฉาวที่หาชมได้ยากมากที่สุดของยอดผู้กำกับ Maurice Pialat ผู้ล่วงลับ หนังระดับปาล์มทองคำอย่าง Under the Satan’s Sun [Sous le soleil de satan] ซึ่งถูกโห่อย่างอึงคะนึงทันทีที่ได้รับการประกาศชื่อให้กลายเป็นผลงานยอดเยี่ยมที่สุดในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ประจำปี 1987 แบบเอกฉันท์ ซึ่ง Maurice Pialat ก็แสดงปฏิกิริยาโต้ตอบผู้คนที่โห่ด่าหนังของเขาขณะรับรางวัลด้วยการชูกำปั้นแล้วกล่าวว่า “กูก็ไม่ชอบพวกมึงเหมือนกัน!” Under the Satan’s Sun จะฉายให้ดูกันทางจอแก้ว ในโปรแกรมภาพยนตร์ของสถานีโทรทัศน์ TV5 ของฝรั่งเศส (คาดว่าน่าจะมีคำบรรยายภาษาอังกฤษ เพราะปัจจุบันหนังฝรั่งเศสที่ฉายทางสถานีนี้จะมีคำบรรยายภาษาอังกฤษให้เสมอ) ใครที่รับชมช่องนี้ได้ หรือมี True Visions UBC ติดไว้ อย่าลืมตั้งหน้าตั้งตารอชม!

Under the Satan’s Sun สร้างจากนิยายของ Georges Bernanos เล่าเรื่องราวของพระหนุ่ม Donissan (นำแสดงโดยพระเอกตลอดกาล Gérard Depardieu) ผู้เริ่มหวั่นไหวต่อความเชื่อมั่นศรัทธาในพระเจ้า หลังได้พบกับ Mouchette (รับบทโดย Sandrine Bonnaire) สาววัยรุ่นท้องป่องใจแตก (ที่ไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากรอยหมองร้าวแบบน้อง Juno หรอกนะ!) ผู้ลงมือสังหารชู้รักของเธออย่างโหดเหี้ยมอำมหิต! หนังเล่าเรื่องแบบเรียบเรื่อยแต่รุนแรง (เอ๊ะ! ยังไง?) แถมยังมีการสำแดงอภินิหารสุด surprise ที่ . . . เอาไว้ดูกันเองดีกว่านะ! เท่าที่ทราบ หนังเรื่องนี้ยังไม่เคยมีการผลิตออกมาเป็น DVD พร้อมคำบรรยายภาษาอังกฤษในประเทศใด ๆ เพราะฉะนั้น อย่าได้พลาดกันทีเดียวเชียว!

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Under the Satan’s Sun หาอ่านได้จากหนังสือ “BOOKVIRUS 01: A-Z หนังวรรณกรรม” ใน entry ของ B = Bernanos ใครยังไม่มีก็ได้โปรดกรุณาไปหาซื้อมาเก็บไว้เป็นมรดกของชาติด้วย หนังสือแบบนี้ไม่มีใครทำให้อ่านได้อีกแล้วในประเทศนี้นอกจากคนเขียน . . .

ปัจฉิมลิขิต: หนังชื่อ Un héros très discret ซึ่งกำลังวนฉายอยู่ในสถานีโทรทัศน์ TV5 ในช่วงนี้ ก็เป็นอีกเรื่องที่ ใช่จี๊ดถูกใจ ‘กัลปพฤกษ์’ ผลงานของผู้กำกับ Jacques Audiard (และนำแสดงโดยพ่อหนุ่ม Mathieu Kassovitz ) ที่ทั้งแปร่งและประหลาดชนิดไม่อาจหาชิมได้จากหนังเรื่องไหน ๆ ขอยกนิ้วรับประกันความเก๋ไก๋และไฉไลที่แจ่มเสียยิ่งกว่าผลงานเรื่องต่อมาอย่าง Reads My Lips หรือ The Beat That My Heart Skipped ของเขาเสียด้วยซ้ำ!

5/4/08

THIRD CLASS CITIZEN ชวนดู Video Top


THIRD CLASS CITIZEN


(เจ้าของเดียวกับผู้จัดโปรเจคท์ 2008 , OFF RECORD / PAISIT PANPRUKSACHAT : RETROSPECTIVE และ SUN/SCREEN / ADITYA ASSARAT : RETROSPECTIVE)
เสนอ THIRD CLASS CINEMA : PROGRAMME 004 VIDEOTOP


พบกับ12 มิวสิควิดีโอลูกทุ่งไทยเจิดจรัสเหนือจินตนาการ บ้าระห่ำ ดิบ แรงเปรี้ยว และ คัลท์ด้วยภูมิปัญญาไทยแบบที่ไม่มีชาติไหนทำได้(และควรมาดูเพราะแต่ละอันหาดูยากมาก)คัดสรรและเสาะหาโดย ชาคร ไชยปรีชา (คอลัมนิสต์นิตยสาร DDT , HAMBURGER และ FILMAX )ฉายวันที่ 16 พ.ค. 2551 + 19.00 น.ณ ไบโอสโคปเธียเตอร์ ( MRT รัชดาภิเษก)

ชมฟรี อัพเดทข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อยๆ + แผนที่ทางไปที่ http://thirdclasscitizen.exteen.com/สอบถามโดยตรงที่ http://us.f544.mail.yahoo.com/ym/Compose?To=thirdclasscitizen@hotmail.comสนับสนุนโดย นิตยสารไบโอสโคป

5/3/08

International Young Screen Entrepreneur award 2008

โครงการประกวดรางวัล
International Young Screen Entrepreneur award 2008


บริติช เคานซิล ขอเชิญ ผู้สร้าง, ผู้กำกับ, ผู้จัดงานเทศกาล, ผู้จัดจำหน่าย, นักข่าว, นักเขียน, นักการตลาด, อาจารย์ ฯลฯ จากแวดวงภาพยนตร์, สารคดี, หนังสั้น, โทรทัศน์ และอนิเมชั่น ที่มีความเป็นผู้นำและมีความสามารถด้านธุรกิจภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ เข้าร่วมแข่งขันเพื่อเป็นตัวแทนจากประเทศไทยไปร่วมการประกวด ผู้ประกอบการในสาขาภาพยนตร์และโทรทัศน์รุ่นใหม่ประจำปี 2008 ณ สหราชอาณาจักร กับตัวแทนจากอีก 9 ประเทศทั่วโลก โดยผู้ชนะจะได้ร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์ลอนดอน (The Times BFI London Film Festival) ณ กรุงลอนดอน ในเดือนตุลาคม 2008 และเดินทางไปดูงานด้านภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่ลอนดอน, บริสตอล และคาร์ดิฟฟ์ ประเทศเวลส์ด้วย

หมดเขตรับสมัครภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2551


สาขาอาชีพที่เกี่ยวข้อง (คำจำกัดความของคำว่า ‘Screen’ หมายร่วมถึง ภาพยนตร์, สารคดี, หนังสั้น, โทรทัศน์ และอนิเมชั่น)

ฝ่ายสร้าง, กำกับ และผลิต,
ฝ่ายกำกับศิลป์และขั้นตอนภายหลังการผลิต (post-production)
ฝ่ายจัดจำหน่ายและฝ่ายขาย
ผู้จัดเทศกาล, นิทรรศการ และธุรกิจโรงภาพยนตร์
สื่อสารมวลชน, นักข่าว, นักเขียน, นักวิจารณ์
ฝ่ายการตลาด, เว็บไซต์, ฝ่ายประชาสัมพันธ์
ฝ่ายโปรโมชั่น และการศึกษา
ฝ่ายให้คำปรึกษาเฉพาะทางที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์


คุณสมบัติของผู้สมัคร

สัญชาติไทย และมีอายุระหว่าง 25 – 35 ปี
มีประสบการณ์ทำงานในแวดวงภาพยนตร์และโทรทัศน์ในสาขาใดสาขาหนึ่งข้างต้นอย่างน้อยเป็นเวลา 3 ปี
มีแรงจูงใจ ความคิด และความสามารถในการพัฒนาวงการภาพยนตร์และโทรทัศน์ของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีมุมมองในเชิงธุรกิจและประกอบการ
มีศักยภาพความเป็นผู้นำในด้านนี้ในอนาคต
สามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้ดีเนื่องจากต้องนำเสนอผลงานเป็นภาษาอังกฤษต่อหน้าคณะกรรมการ


การรับสมัคร

ใบสมัคร: ติดต่อขอรับใบสมัครได้ที่บริติช เคานซิล หรือดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ http://www.britishcouncil.or.th/ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นไป หมดเขตยื่นใบสมัครพร้อม CD ตัวอย่างผลงานในรูปแบบ PDF ไฟล์ ภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2551 บริติช เคานซิลจะแจ้งให้ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเตรียมตัวเข้ารับการสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษภายในวันที่ 18 มิถุนายน 2551 การสัมภาษณ์จะมีขึ้นภายในวันที่ 2 กรกฎาคม 2551

การพิจารณา: ผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกขั้นต้นแล้วจะต้องผ่านการสัมภาษณ์โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในวงการภาพยนตร์และโทรทัศน์ โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะต้องจัดเตรียมการเสนองาน (presentation) เป็นภาษาอังกฤษ มานำเสนอให้คณะกรรมการพิจารณา โดยใช้เวลานำเสนอราว 10-15 นาที และครอบคลุมหัวข้อเหล่านี้

รายละเอียดผลงานและประวัติการทำงานในวงการภาพยนตร์หรือโทรทัศน์
ภูมิหลังของวงการภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ในประเทศไทย และความรู้ความเข้าใจในสถานการณ์และปัญหาในปัจจุบัน
งานที่ผ่านมามีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์หรืออุตสาหกรรมภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ของประเทศไทยอย่างไรบ้าง
วิสัยทัศน์ที่มีต่อผลงานของตนเองและวงการภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ในประเทศ ตลอดจนถึงระดับโลก พร้อมแสดงศักยภาพของผลงานที่ผ่านมาว่ามีส่วนในการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ในประเทศไทยหรือไม่ อย่างไรบ้าง
รางวัลที่จะได้รับจะส่งผลกับคุณและงานของคุณอย่างไรบ้าง
แสดงให้เห็นความสามารถในเชิงธุรกิจ, วิสัยทัศน์ในอนาคต และศักยภาพในการพัฒนาตนเองขึ้นไปสู่ระดับผู้นำของวงการภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ของประเทศไทยและนานาชาติ

ทั้งนี้ก่อนเดินทางไปแข่งขันที่สหราชอาณาจักร คณะกรรมการจะช่วยเตรียมความพร้อมและร่วมเสนอแนะแนวทางการเสนอ presentation ให้กับผู้ที่ชนะการคัดเลือกเป็นตัวแทนจากประเทศไทยด้วย


คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับรางวัล

เราต้องการผู้ที่มีวิสัยทัศน์ที่เป็นสากลและกระตือรือร้นที่จะเดินทางไปดูงานด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่สหราชอาณาจักร พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับตัวแทนจากประเทศอื่นๆ ตัวแทนจากประเทศไทยควรจะมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

มีความรู้ความเข้าใจในแวดวงภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ของประเทศไทย และต้องการพัฒนาสร้างสรรค์อุตสาหรรมภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ของประเทศไทย
มีทัศนคติที่ดี เปิดรับแนวความคิดใหม่ๆ สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นกับตัวแทนจากประเทศอื่นๆ กระตือรือร้นในการเดินทางไปอังกฤษ ร่วมทั้งค้นหาข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อม
สามารถนำเสนอผลงานต่อหน้าคณะกรรมการเป็นเวลา 20 นาที ตามด้วยการตอบข้อซักถามจากกรรมการ
เข้าร่วมพิธีมอบรางวัล IYSE และกล่าวแนะนำคลิปตัวอย่างภาพยนตร์จากประเทศไทยที่เลือกมาด้วยตนเอง จากนั้นคนดูจะโหวตลงคะแนนให้กับคลิปที่พวกเขาชอบมากที่สุด
ให้ความร่วมมือกับบริติช เคานซิลในการจัดส่งข้อมูลก่อนการเดินทางไปสหราชอาณาจักร


รางวัล

1. ผู้ชนะการประกวดจะเป็นตัวแทนประเทศไทยร่วมการแข่งขันเพื่อชิงรางวัล International
Young Screen Entrepreneur (IYSE) award 2008 ณ สหราชอาณาจักร ร่วมกับตัวแทนจากอีก 9 ประเทศ โดยจะได้เดินทางไปดูงานด้านภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่สหราชอาณาจักร และเข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์ The Times BFI London Film Festival ณ กรุงลอนดอน ในเดือนตุลาคม 2551 เป็นเวลาทั้งหมด 12 วัน ก่อนการสัมภาษณ์รอบสุดท้ายเพื่อคัดเลือกผู้ชนะ นอกจากนี้ตัวแทนของแต่ละประเทศจะต้องคัดเลือกคลิปภาพยนตร์สั้นๆ ของประเทศตนมานำเสนอต่อหน้าผู้ชมซึ่งเป็นคนในวงการภาพยนตร์และโทรทัศน์ ซึ่งจะโหวตลงคะแนนให้คลิปที่พวกเขาชื่นชอบมากที่สุดอีกด้วย

2. ผู้ชนะรางวัล IYSE ซึ่งจะประกาศระหว่างพิธีมอบรางวัลที่ประเทศอังกฤษจะได้รับรางวัลดังนี้:
· ถ้วยรางวัลฝีมือนักออกแบบชื่อดัง Gillies Jones
· เงินรางวัลมูลค่า 7,500 ปอนด์ ซึ่งจะต้องนำไปใช้ในกิจรรมที่เกี่ยวข้องกับประเทศอังกฤษ เช่นทุนการศึกษาต่อหรือฝึกงานในอังกฤษ, ค่าใช้จ่ายในการจัดทำสัมมนาหรือเวิร์ค
ช็อปในประเทศไทยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากอังกฤษ ฯลฯ โดยผู้ชนะต้องตัดสินใจเองว่าจะนำเงินรางวัลไปใช้อย่างไร

ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ คุณไลลา บุนนาค โทร. 02 657 5602 หรืออีเมล์ laila.bunnag@britishcouncil.or.th

หมายเหตุ: การตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้