หอสมุดแห่งบาเบล สวนแห่งทางแพร่ง และเรื่องสั้นอื่นๆ (Jorge Luis Borges)
จากบันทึกของ ธีรพัฒน์ งาทอง
จะเป็นอย่างไรถ้าวันหนึ่งคุณได้พบกับคนที่สามารถจดจำทุกสิ่งได้อย่างละเอียดลออ และแม่นยำชนิดที่ว่า จดจำลักษณะที่แตกต่างของใบไม้ทุกใบบนต้นไม้ต้นหนึ่งในการกวาดสายตามองครั้งเดียว และความสามารถในการจดจำและแยกแยะเช่นนั้นส่งผลให้เขาสูญเสียความสามารถในการแบ่งแยกจำพวก เช่น บ่งชี้ว่าสุนัขเหล่านี้มีลักษณะร่วมกันจึงอาจจำแนกได้ว่าทั้งมหดทั้งมวลนี้เรียกว่าสุนัข สำหรับมนุษย์คนนี้ไม่ใช่เช่นนั้น เพราะแม้แต่สุนัขตัวเดียวกันแต่ ณ เวลาที่ต่างกันในความหมายของเขาคือสุนัขคนละตัวกัน นี่ยังไม่รวมถึงกระบวนการกำหนดระบบตัวเลขที่เขาสูญเสียความเข้าใจเกี่ยวกับระบบฐานเลขเพราะความสามารถในการจดจำและระลึกของเขาแล้ว คุณจงสำเหนียกไว้ด้วยว่าในขณะที่คุณยินอยู่ตรงหน้าเขา ทุกอิริยาบถของคุณจะฝังลึกและชัดเจนอยู๋ในความทรงจำของเขาไปจนวันตาย และละเอียดลออในระดับที่คุณไม่สามารถจินตนาการถึงได้
จะเป็นอย่างไรถ้าคุณพบว่ามีนักเขียนคนหนึ่งหมกมุ่นอยุ่กับการพยายามอธิบายสภาวะของโลกที่เข้าใกล้เขาวงกตที่ซ้ำซ้อนและเป็นอนันต์ แต่มีการอุบัติขึ้นของสิ่งอื่นที่มาจากนอกเขาวงกตได้ตลอดเวลา
จะเป็นอย่างไรถ้าคุณพบว่าเคยมีคนเคยคิดถึงแบบจำลองของปัญญาประดิษฐ์ (A.I.) ในวันที่โลกยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่าคอมพิวเตอร์ (หรือมากกว่านั้นคือ โลกยังไม่รู้จักควอนตัมฟิสิกส์ (ซึ่งแม้จนวันนี้คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้จัก)) และพัฒนาแบบจำลอง A.I. นี้ให้สามารถสร้างแบบจำลอง A.I. ซ้อนตัวเองขึ้นมาได้อีกที
จะเป็นอย่างไรถ้าคุณพบว่าในหลืบมุมหนึ่งของหนังสือบนโลก มีหนังสือที่พยายามสร้างดาวเคราะห์จำลองจากการสมคบคิดของผู้เชี่ยวชาญในศาตร์หลายแขนงให้มันกลายเป็นดาวเคราะห์ที่มีสภาพเข้าใกล้ความจริงในทุกมิติ โดยดาวเคราะห์ดวงนั้นถือกำเนิดขึ้นในสภาพของหนังสือ
จะเป้นอย่างไรถ้าคุณกำลังพบคนซึ่งพยายามอธิบายว่า การอ่านหนังสือในบริบทที่ต่างออกไปจากผู้เขียน มีค่าเทียบเท่ากันกับการเขียนหนังสืออีกเล่มขึ้นมา
จะเป็นอย่างไรหากคุณพบว่าบนโลกนี้มีเขาวงกตที่ซับซ้อนที่สุดอยู่จริง แต่เขาวงกตนั้นดำรงอยู่บนปัจจัยของเวลา ไม่ใช่พิ้นที่ และถ้าคุณพบว่าเขาวงกตนั้นได้สร้างทางแยกให้ตัวมันเองได้เป็นอนันต์ และทุกๆทางแยกยังมีทางแยกอีกเป็นอนันต์ซึ่งนั่นทำให้ผลลัพธ์ของการเดินทางในมิติเวลาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงกับอีกเส้นทางหนึ่ง รวมทั้งไม่แน่ว่าในทุกๆเส้นทางจะมีวัตถุใดๆอุบัติขึ้นซ้ำกันในคนละระนาบมิติเวลาอย่างเป็นอนันต์ อาจจะมีธีรพัฒน์ งาทอง ดำรงอยู่พร้อมกันเป็นจำนวน อนันต์คน บนระนาบมิติเวลาที่มีลักษณะเป็นทางแพร่งไปสู่อนาคตหลากหลายสายทางจนไม่อาจนับได้
จะเป็นอย่างไรถ้าคุณพบว่า มีสถานที่หนึ่งดำรงอยู่ในเงื่อนไขของวัตถุชุดหนึ่ง ซึ่งเป็นวัตถุที่มีเงื่อนไขอีกทีว่ามีจำนวนจำกัดหรือนับได้ แต่สถานที่ที่มีเงื่อนไขของการดำรงอยู่ของพิ้นที่นั้นกลับเป็นพื้นที่ที่เป็นอนันต์ หรือวนกลับเป็นวงกลมซึ่งจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดบรรจบอยู่บนจุดเดียวกัน
หลักการอินติเกรต การแบ่งย่อยจนเป็นอนันต์ของความต่อเนื่อง สภาพมายาที่ถูกสร้างขึ้นอย่างซับซ้อนจนมีลักษณะเหมือนจริงจนถึงที่สุด ความเป็นอนันต์ของวงกต ความลุ่มหลงในวงกต ทฤษฎีสมคบคิดที่วางตัวอยู่บนความสมจริงในรายละเอียดต่างๆ แนวคิด Post-Modern เกี่ยวกับการประกอบสร้างความหมาย แนวคิดเกี่ยวกับลักษณะการเวียนซ้ำและการเป็นอนันต์และความสัมบูรณ์ด้วยเงื่อนไขจำกัดของเอกภพ ทางแพร่งของเวลาที่กำหนดอดีตปัจจุบันอนาคตให้มัหนทางหลากหลายอย่างไม่อาจทำนายได้ ฯลฯ
มีใครเคยบอกหรือเปล่าว่างานเขียนของบอรเฆสมีลักษณะเป็นงานไซ-ไฟอยู่มาก ด้วยว่ามีทฤษฎีหลายอย่างที่ดันไปสอดคล้องกันมากๆกับ modern Physics , ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ หลักการทางคณิตศาสตร์ หรือสมมุตติฐานที่เพิ่งได้รับความนิยมขึ้นมาในไม่กี่ปีมานี้เกี่ยวกับลักษณะของเอกภพในสี่มิติ บอรเฆสเขียนลักษณะเหล่านี้เอาไว้แล้วตั้งแต่ก่อนที่โลกจะมีทีวีสี นั่นหมายความว่าอย่างไร หรือบอรเฆสเคยอ่านทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์แล้วสามารถทำความเข้าใจได้ทะลุปรุโปร่งแล้วแปลงมันออกมาเป็นงานเขียนเหล่านี้
ถ้าทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์คือไข่ทองคำของวงการวิทยาศาสตร์ ประดาเรื่องสั้นต่างๆของบอรเฆสก็เปรียบได้กับทฤษฎีสัมพัทธภาพของวงการวรรณกรรม ทั้งนี้ยังเขียนออกมาในลักษณะของเรื่องสั้นอีกด้วย แม้ว่าโดยลวดลายของงานเขียนจะแฝงลีลาแบบวิชาการหรือเรื่องเล่าที่กล่าวถึงความละเอียดของการตรวจสอบข้อมูลผ่านปทานุกรม และการอ้างอิง อีกทั้งงานเขียนของบอรเฆสยังเคลือบฟุ้งไปด้วยแนวคิดแบบโพสต์โมเดิร์นที่ลึกซึ้งในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องแนวคิดเกียวกับกาลเวลาและความเป็นอนันต์
เหมือนเคยอ่านเจอในบล็อก นิมิตรวิกาลว่า เพราะบอรฺเฆสนี่แหละ โลกนี้ถึงมี Post - Modern ผมยังเห็นได้ชัดด้วยว่าวิธีคิดในเรื่องสั้นเหล่านี้ได้ถางทางวิชาการไปสู่การอ่านงานเขียนว่าด้วยพื้นที่และเวลาของ Gilles Deleuze ได้เป็นอย่างดีด้วย และจากประสบการณ์การได้อ่านบทแรกๆของ 100 years of solitude ของมาร์เกวซทำให้ผมเห้นความคล้ายคลึงเชื่อมโยงบางประการระหว่างงานของบอรเฆสกับมาร์เกวซเอาเสียมากๆเลย
นี่อาจเป็นหนังสือที่ทรงพลังที่สุดเล่มหนึ่งในชีวิตการเป็นนักอ่านของผมจริงๆ และผมยังเชื่อด้วยว่า เมื่อถึงเวลาเขียโครงงานจบป.ตรีของผม วิธีการเขียนงานของผมอาจจะได้รับอิทธิพลมาจากเรื่องสั้นต่างๆในหนังสือเล่มนี้อย่างมหาศาลเลยทีเดียวล่ะ
2/13/14
ขอบคุณสปอนเซอร์ นิมิตวิกาล ๐๑ (๕ อัญมณี)
หากปราศจากการสนับสนุนของสปอนเซอร์ทุกท่าน
คงไม่มีวันนี้ของ "นิมิตวิกาล ๐๑" ๕ อัญมณี (bookvirus 14)
คงไม่มีวันนี้ของ "นิมิตวิกาล ๐๑" ๕ อัญมณี (bookvirus 14)
ขอขอบคุณผู้สนับสนุนการจัดพิมพ์ทุกท่านด้วยมิตรไมตรี
คุณเวียง - วชิระ บัวสนธ์ และสำนักพิมพ์สามัญชน
คุณทรงธรรม ตระกูลสว่างภาพ
คุณญาณิศา เตียวแสงสุข
คุณสมุด ทีทรรศน์
คุณศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
คุณพรพิมล ลิ่มเจริญ
คุณสิทธิวัฒน์ เรืองพงศธร
และผู้ประมูล “สีแดงกับสีดำ”
รวมทั้งนักอ่านทุกท่านด้วย2/12/14
ขอบคุณสปอนเซอร์ นิมิตวิกาล ๐๑ ห้าอัญมณี
บุ๊คไวรัส ขอขอบคุณสปอนเซอร์และคนอ่านทุกท่านที่ร่วมกันสนับสนุนหนังสือ นิมิตวิกาล ๐๑ ห้าอัญมณี (bookvirus 14)
และขอขอบคุณเป็นพิเศษ สำหรับคุณ เวียง วชิระ บัวสนธ์ แห่งสำนักพิมพ์สามัญชน พร้อมกับผู้ประมูลหนังสือ "สีแดงกับสีดำ" ทุกท่านที่ทำให้สำนักพิมพ์อิสระแบบบุ๊คไวรัส ต่ออายุการทำงานไปได้อีกนิด
ส่วนรายชื่อสปอนเซอร์ทุกคนนั้น เราจะนำมาลงอย่างรายละเอียดในโอกาสต่อไปค่ะ โปรดติดตาม
1/9/14
รับสปอนเซอร์ พิมพ์หนังสือ "นิมิตวิกาล” 5 อัญมณี (bookvirus 14)
เปิดรับสปอนเซอร์พิมพ์หนังสือ
BOOKVIRUS โครงการ 2
คุณช่วยให้วรรณกรรมแปลทางเลือกกำเนิดขึ้นได้
นี่คือโอกาสที่คุณคนอ่านเท่านั้นจะกำหนดเอง
ผลงานของนักเขียนอมตะระดับโลก
จากฝีมือแปลของหลายท่านที่รู้จักกันดี
(ตีพิมพ์จำนวนจำกัดมาก)
บุ๊คไวรัสประกาศรับสปอนเซอร์
เพื่อจัดพิมพ์หนังสือ
"นิมิตวิกาล”
5 อัญมณี (bookvirus 14)
กำหนดระยะเวลาระดมทุน
นับจากวันนี้ถึงวันที่ 7
กุมภาพันธ์ 2557
กำหนดหนังสือออกภายในเดือนมีนาคม
2557
ความเดิม:
"นิมิตวิกาล"
เดิมเป็นชื่อบทความเก่าของ
สนธยา ทรัพย์เย็น ในนิตยสาร
Filmview เมื่อปี 2537
เขียนแนะนำหนังคั้ลต์
หนังสยองขวัญ
หนังอัศจรรย์แฟนตาสติกที่มีบรรยากาศหลอนลับแลเหนือธรรมชาติ
โดยในการนำชื่อกลับมาใช้ครั้งนี้
เพื่อจัดกลุ่มรวมเรื่องสั้นแปลตามกลิ่นวิกาลแห่งแดนสนธยา
ก่อนหน้านี้คุณผู้อ่านจากสหกรณ์สามจังหวัดได้สนับสนุนให้
บุ๊คไวรัสจัดพิมพ์หนังสือ
bookvirus 11 หรือ “3
อัญมณี” ในธีมเรื่องอัศจรรย์ดังกล่าว
เป็นจำนวนหนึ่งร้อยเล่ม
ทั้งนี้ปรากฏว่ายังมีผู้สนใจอยากได้หนังสือเล่มนี้อีกหลายท่าน
เพราะเป็นผลงานชั้นครูที่หาอ่านที่ไหนไม่ได้อีก
ทางบุ๊คไวรัส
ซึ่งไม่มีงบประมาณพอจะผลิตจำนวนมาก
จึงอยากหาสปอนเซอร์เพื่อตีพิมพ์ขึ้นใหม่เป็นฉบับสำหรับจำหน่าย
โดยจะเพิ่มเรื่องใหม่เข้าไปอีก
2เรื่อง รวมเป็น
5 เรื่องให้สมชื่อ
“นิมิตวิกาล – 5 อัญมณี”
เรื่องสั้น
5 เรื่องที่จะปรากฏในหนังสือ
“นิมิตวิกาล – 5 อัญมณี"
(bookvirus 14)
ภาพเหมือนในกรอบรูปไข่
/ เอ็ดการ์ อัลลัน
โพ - แดนอรัญ แสงทอง
แปล
ผู้สร้าง
/ นาธาเนียล ฮอร์ธอร์น
- สุชาติ สวัสดิ์ศรี
แปล
นิยายรักของอาภรณ์ชุดเก่า
/ เฮนรี่ เจมส์ -
ภัควดี วีระภาสพงษ์
แปล
ห้องสีเหลืองกับผู้หญิงคนนั้น
/ ชาร์ล็อตต์ เพอร์กิน
กิลแมน - จิระนันท์
พิตรปรีชา แปล
ชิงชัง
/ จอห์น เดวี่ส์
เบเรสฟอร์ด - ธิติยา
ชีรานนท์ แปล
สนับสนุนโดยสั่งซื้อหนังสือ
- สั่งซื้อ 260 บาท จะได้รับหนังสือ 1 เล่ม (รวมค่าส่งไปรษณีย์)
- หากต้องการหนังสือกี่เล่ม ให้คูณตามจำนวนเลข 260 บาท
- โอนเงินที่บัญชีข้างล่าง แล้วแสดงสลิปการโอนเงินที่ inbox ของเฟซบุ๊ค bookvirus & filmvirus และ filmvirus@gmail.com
พิเศษสำหรับผู้เลือกที่จะเป็นสปอนเซอร์
- หากเป็นสปอนเซอร์ 3,000 บาท ขึ้นไป คุณจะได้รับหนังสือจำนวน 2 เล่ม และได้รับการลงชื่อของคุณในตัวเล่มด้วย ในฐานะผู้สนับสนุน
- 35,000 บาท หรือมากกว่า (จำกัดเพียงหนึ่งท่านเท่านั้น) ได้รับหนังสือ 30 เล่ม (เล่มหนึ่งมีลายเซ็นจากคุณแดนอรัญ แสงทอง) ชื่อของคุณจะปรากฏอยู่ในหนังสือที่หน้าเครดิตหลักในตำแหน่งสำคัญ "ร่วมอำนวยการผลิตโดย...." รวมทั้งลงชื่อขอบคุณในบล็อก นิมิตวิกาล http://twilightvirus.blogspot.com, และ ฟุ้ง http://bookvirus50d.com
*** หมายเหตุ:
หากเราเปิดขายหนังสือเล่มนี้ที่ใดหลังจากนี้
ราคาจะสูงขึ้นจากเดิม ***
========================================
รายละเอียดบัญชีธนาคารของบรรณาธิการบุ๊คไวรัส
สนธยา ทรัพย์เย็น
ธ.ไทยพาณิชย์
สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า
บัญชีออมทรัพย์เลขที่
183-208740-2
หากโครงการนี้ได้รับความตอบรับดี
"นิมิตวิกาล” 02
จะตามมา
ติดตามข่าวได้ที่เฟซบุ๊ค
bookvirus & filmvirus ,บล็อก
นิมิตวิกาล http://twilightvirus.blogspot.com,
และ ฟุ้ง http://bookvirus50d.com
8/9/13
หนังสือใหม่บุ๊คไวรัส bookvirus 10 ศรีนวลจัดหนัก (Destroy, She Said) รวมเรื่องสั้นสตรีเล่า (16 เรื่องสั้นแปล)
เปิดสั่งซื้อ ณ บัดนี้ครับ
หนังสือ bookvirus 10 ศรีนวลจัดหนัก (รวมเรื่องสั้นสตรีเล่า)
กรุณาอ่านรายละเอียดข้างล่าง (อย่างแหลกละเอียด)
"ศรีนวลจัดหนัก" คือการรวมร่าง (เกือบ) ทั้งหมดของ bookvirus เล่ม "นางเพลิง" และ "นารีนิยาม" 2 เล่มเอามารวมกัน (โดยครั้งนี้ได้บวกเพิ่มเรื่องสั้นเข้าไปใหม่อีก 7 เรื่อง)
"ศรีนวล" ก็คือการรวมเรื่องสั้นดาวเด่นจาก 2 เล่มก่อน เช่น
ฉาน เสว่
ฮิโรมิ คาวาคามิ
อันนา คาวาน
มิรานด้า จูลาย
โกลี ทารากี
โจ คียุง รัน
(ตัดเรื่องเดิม ของ มาร์กาเร็ต แอ็ดวู้ด ที่ แดนอรัญ แปล ใน "นารีนิยาม" ออกไป)
ร่วมด้วยนักเขียนกลุ่มใหม่อย่าง
เวอร์จิเนีย วูล์ฟ
แองเจล่า คาร์เตอร์
เอลซ่า โมรานเต้
มิเอโกะ คาไน
แคธเธอรีน แอน พอร์เตอร์
เอเวียงตี อาร์มันด์
โรซาเรีย ชัมปาญ
(และบวกเพิ่ม เรื่องใหม่อีกคนละเรื่องของ ฮิโรมิ คาวาคามิ กับ ฉาน เสว่)
นำทีมแปลด้วย วิวัฒน์ เลิศ, แดนอรัญ แสงทอง, ภัควดี วีระภาสพงษ์, สุชาติ สวัสดิ์ศรี, นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ, มัทนา จาตุรแสงไพโรจน์, เกี๊ยว นราวัลลภ์ แห่ง เดอะรีดดิ้งรูม, ไกรวุฒิ จุลพงศธร ฯลฯ
เดิมทีทั้ง "นางเพลิง" และ "นารีนิยาม" ตีพิมพ์ในจำนวนหลักร้อยเท่านั้น และนับเป็นหนังสือที่หาได้ยากถึงยากมากในท้องตลาด
ดังนั้นถ้าใครเคยมีสองเล่มนั้น และไม่อยากได้เรื่องสั้นเกือบทั้งหมดซ้ำ ก็ให้ข้าม "ศรีนวล" ไปได้เลย
ราคาปกของ "ศรีนวลจัดหนัก" อยู่ที่ 275 บาท (16 เรื่องสั้น / 288 หน้า)
สั่งซื้อราคาพิเศษ เฉพาะวันนี้ - 15 สิงหาคม ในราคา 250 บาท (ราคารวมค่าส่งลงทะเบียน) โดยจะพร้อมจัดส่งให้หลังวันที่ 15 สิงหาคมเป็นต้นไป
โอนเงินที่ : สนธยา ทรัพย์เย็น
ธ. ไทยพาณิชย์ สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า
บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 183-208740-2
***** และกรุณาแนบที่อยู่และสลิปการโอนเงินมาให้ด้วยครับ*****
โทร BookVirus ที่ 086-490-6295
หลังจาก 15 สิงหาคมไปแล้ว จะเปลี่ยนเป็นขายราคาเต็ม 275 บาท (และบวกค่าส่งเพิ่มอีก 25 บาท เป็น 300 บาทนะครับ)
7/7/13
บันทึกเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง Trace กำกับโดย Tayfur Aydin (บทความโดย Picahaya Anantarasate)
Trace (Directed by Tayfur Aydin /2011)
บทความโดย Picahaya Anantarasate
ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง ดูจากภายนอกเธอแต่งตัวเป็นส าวเร็กเก้ ไว้ผมเดร็คร็อค มีรอยสัก เราเจอกันที่ผับแห่งหนึ่ง เราคุยด้วยกันหลายเรื่อง จนเมื่อสนิทพอที่จะเรียกว่า เป็นเพื่อนได้ เธอก็เล่าพื้นเพดั้งเดิมของ ตัวเอง…..เธอมีเชื้อสายของช าวอูรังลาโว้ย
อูรังลาโว้ย (Orang Laut) เป็นชาวเลกลุ่มใหญ่ที่มีถิ่ นฐานบนเกาะสิเหร่ และที่หาดราไวย์ บ้านสะปำ จังหวัดภูเก็ต จนถึงทางใต้ของเกาะพีพีดอน เกาะจำ เกาะลันตาใหญ่ จังหวัดกระบี่, เกาะอาดัง เกาะหลีเป๊ะ เกาะราวี จังหวัดสตูล และบางส่วนอยู่ที่เกาะลิบง จังหวัดตรัง นอกจากนี้ยังอาศัยอยู่ทางฝั ่งตะวันตกของประเทศมาเลเซีย
ชาวเลกลุ่มอูรังลาโว้ยมีภาษ าที่แตกต่างกับกลุ่มมอแกนแล ะมอแกลน แม้จัดอยู่ในตระกูลออสโตรนี เชียน เช่นเดียวกัน พิธีกรรมสำคัญของอูรังลาโว้ ยคือ การลอยเรือ "ปลาจั๊ก" เพื่อกำจัดเคราะห์ร้ายออกไป จากชุมชน
ในปัจจุบัน ชาวเลกลุ่มอูรังลาโว้ยตั้งถ ิ่นฐานอย่างถาวร หันมาประกอบอาชีพประมงชายฝั ่ง รับจ้างทำสวน และอาชีพอื่น ๆ ซึมซับวัฒนธรรมไทยมากขึ้น และเรียกขานตัวเองว่า ไทยใหม่
นี่คือข้อมูลหลักๆที่ผมหาได ้จากอินเตอร์เน็ต หลังจากการสนทนากับเธอในดงบ ุหรี่และเหล้าบั๊กเก็ต
ผมไม่ได้นึกถึงเรื่องราวของ เพื่อนผมเลย จนกระทั่งผมได้ดู Trace ของ Tayfur Aydin
Tayfur Aydin กำกับภาพยนตร์เรื่อง Trace เรื่องราวเกี่ยวกับ ครอบครัวชาวเคอร์ดิชที่อาศั ยอยู่ในตุรกี ประกอบด้วยคุณย่า พ่อ และลูกๆ
อยู่มาวันหนึ่งคุณย่าประสบอ ุบัติเหตุ ต้องเข้าโรงพยาบาล หมอบอกว่าอาการหนัก แต่ก็ให้กลับมาพักผ่อนพร้อม กำชับญาติผู้ป่วยให้ดูแลอย่ างใกล้ชิด
คุณย่าพูดกับลูกชายของหล่อน ว่า เธอคือไม้ใกล้ฝั่ง สิ่งสุดท้ายที่เธอปรารถนา คือการพาร่างกายเธอไปฝังในด ินแดนถิ่นเกิด พ่อเลยตัดสินใจไปจองตั๋วรถไ ฟ พร้อมกับสั่งให้ลูกชาย/ หลานย่า ไปด้วย ลูกชาย/ หลานย่าก็ไปทั้งๆที่ไม่เต็มใ จเพราะเพิ่งโดนผู้หญิงฟันแล ้วทิ้ง
การเดินทางด้วยรถไฟ พาตัวละครที่เป็นคน 3 รุ่น ลดเลี้ยวออกไปจากเมือง พาผู้ชมออกห่างจากจุดศูนย์ก ลางของความเจริญมากขึ้นๆ ภูมิประเทศทุรกันดาร ทั้งสามใช้เวลาบนรถไฟจนแทบจ ะเหมือนไร้จุดสิ้นสุด
มันคงจะเป็นหนังที่ Feel Good หรือ Nostalgia ได้ง่ายๆ คน 3 รุ่น ที่ออกเดินทาง แล้วปรับความเข้าใจ ตอนจบก็คงจะกอดกัน ร่ำไห้กัน ใต้แสงตะวันเรืองรอง
จุดพลิกผันเกิดขึ้น ตอนที่คุณย่าตายระหว่างทาง. .....คิดว่าเป็นไคลแม็กซ์ใช ่มั้ย ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคิดว ่าผมสปอยด์ ผมว่าความคิดของผู้อ่านก็ดู จะมักง่ายเกินไปสักนิด เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะนี่ไม่ใช่หนังที่พูดถึ งการกลับบ้านเพื่อจะพบกับคว ามสุขที่กำลังรอคอย เมื่อพ่อกับลูก พยายามพาศพย่าใส่โลงแล้วพาก ลับบ้านเกิด หนังก็ได้เปิดเผยความจริงอั นชวนอัปยศอดสูว่า นี่คือหนังที่จะพาผู้ชมไปสั มผัสบาดแผลทางประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ ของกลุ่มชนชาติที่โดนถีบกระ ทืบให้กลายเป็นประชากรชั้นล ่างทางสังคม กลายเป็นชนกลุ่มน้อย ที่ชนกลุ่มใหญ่ดูแคลนและเหย ียดหยามด้วยคำว่า “Kafir” ที่แปลว่า พวกนอกรีต จนพวกเขาต้องพยายามปิดซ้อน Identity ของพวกเขาเองไว้เป็นความลับ
นี่คือหนังที่สร้างความปวดร ้าวที่เป็นสากลในความรู้สึก ของคนดู โดยไม่ต้องไถ่ถามถึงพื้นเพช าติกำเนิด ขอเพียงใจคนดูเปิดกว้างพอที ่จะรับทราบถึงวัฒนธรรมที่แต กต่าง
ผมโชคดีเป็นอย่างมาก ที่การดูในครั้งนี้ ดูพร้อมกับผู้ชมราวๆ 60 ชีวิต ที่ห้องสมุด Reading Room สีลมซอย19 โดยได้รับเกียรติจากผู้กำกั บ คุณ Tayfur ได้มาร่วม Q&A ด้วย (ต้องขอบคุณ คุณอิบราฮิม และ พี่ภาณุ อารี ที่ช่วยเป็นผูก เอ๊ย! เป็นล่าม ให้นะครับ)
จากการซักถามข้อสงสัยต่างๆ ผมพบว่า ตัวผู้กำกับเอง ก็เป็นชาวเคอร์ดิช ในช่วงวัยเด็ก เขาก็มีคำถามมากมายจากการที ่ผู้อื่นล้อเลียนเหยียดหยาม ในชาติพันธุ์ของตัวเอง เหมือนเขาโตขึ้น จึงเริ่มทำการศึกษาเกี่ยวกั บชาติกำเนิดของตน จนในที่สุดก็กลายมาเป็นหนัง เรื่อง Trace
นั่นคงเป็นเหตุผลที่ว่า ยามเมื่อผมมองเข้าไปในดวงตา ของเขา แฝงด้วยความทระนงในเลือดเนื ้อชาติพันธุ์ของตนเอง Tayfur ได้กล่าวอีกว่า เขามีความมุ่งหมายที่จะส่งส ารบางอย่างสู่ผู้คน โดยเฉพาะกับคนชาติเดียวกันว ่า จงภูมิใจเถิดในเลือดที่ไหลเ วียนในกาย ภูมิใจที่จะประกาศเชื้อสายข องตน ไม่ว่าถิ่นฐานและอัตลักษณ์จ ะต่างกัน แต่พวกเราก็อยู่อาศัยในสังค มเดียวกันได้อย่างเท่าเทียม ปราศจากการกดขี่เหยียดหยาม
มีเรื่องราวมากมายจาการพูดค ุยกันที่ผมคงไม่สามารถเล่าใ ห้ครบถ้วนได้ แต่สิ่งนึงซึ่งสถิตย์อยู่ใน ใจตลอดการดูหนังคือ ถึงผมจะไม่รู้จักชาวเคอร์ดิ ชมาก่อน (หลังจากนี้คงต้องหาหนังสิอ มาอ่านเพิ่มเติม) ไม่เคยรู้จักขนมเตอร์กิชดีไ ลท์มาก่อน (ขนมอร่อยมาก) ไม่เคยเรียนรู้ประวัติศาสตร ์ของตุรกี ที่มีเรื่องของการไล่ฆ่าจนแ ทบจะล้างเผ่าพันธุ์ในประวัต ิศาสตร ผมก็แอบปาดน้ำตา ยามหนังเดินทางมาถึงฉากสุดท ้ายและความลับบางอย่างได้ถู กเปิดเผย
สิ่งที่ถูกเปิดเผยออกมา เป็นบริบททางประวัติศาสตร์ท ี่เลวร้ายที่สุด
ตอนนั้นเอง ที่ผมนึกถึงเพื่อนเร๊กเก้ ชาวอูรังลาโว้ย
ในสังคมบ้านเรา เราแทบจะไม่ได้เรียนรู้ในเอ กลักษณ์ท้องถิ่นของตัวเองเล ย นับตั้งแต่เรียนชั้นอนุบาล หากผมไม่ถาม ผมก็คงไม่มีทางรู้ว่า ผมมีเพื่อนเป็นชาวอูรังลาโว ้ย เป็นชาวส่วย เป็นชาวกระเหรี่ยง เป็นชาวมอญ
โดยลึกๆ ย่าผมมีเชื้อสายเป็นชาวมอญ ย่าเล่าหลายๆเรื่องเกี่ยวกั บประเพณีชาวมอญที่ทั้งชีวิต ผมไม่เคยได้สัมผัส จนกระทั่งย่าตาย ผมก็ไม่เคยได้รับรู้ชาติพัน ธุ์ของตัวเองจริงๆเลย
ผมไม่เคยเรียกตัวเองว่า ไทย-มอญ , ไทย-จีน หรือ ไทย-มอญ-จีน
ผมโดนโปรแกรมมาให้เรียกตัวเ องว่า คนไทย
ประวัติศาสตร์ของขนกลุ่มน้อ ยต่างๆ ถูกโหมกระหน่ำด้วยความคิดขอ งรัฐไทย ที่ต้องการความเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน ชาวกระเหรี่ยงที่ต้องกลายเป ็นคนไร้สัญชาติ ชาวมอแกนที่วิถีชีวิตของพวก เขาต้องโดนทั้งนโยบายของภาค รัฐและเอกชนขีดเขี่ยไปสู่กา รเป็นกลุ่มคนชายขอบ ที่ต้องอาศัยการรับบริจาดจน แทบจะทำลายวิถีชีวิตเดิมไปห มดแล้ว
ในที่สุด เพื่อการยอมรับในสังคม ก็ต้องปลอมแปลงตัวเองไปสู่ก ารเป็น ไทยใหม่
เราจะอยู่โดยภาคภูมิในอัตลั กษณ์ของเผ่าพันธุ์ตัวเอง โดยไม่ต้องเอาคำว่า “ชาติ” มากรอกหูไปวันๆได้หรือไม่ ? เราจะยอมรับความต่างของมนุษ ย์โดยไม่ต้องเอามาตรฐานของ “รัฐไทย” มากำหนดได้หรือไม่ ? เราจะอยู่กันโดยไม่ต้องแบ่ง แยกคนนี้ไทยคนนั้นคนที่อื่น อย่างปกติในสังคมได้หรือไม่
คุณ Tayfur ทิ้งแผ่นดีวีดี หนังเรื่อง Trace ไว้ที่ Reading Room สีลมซอย 19
ขอเชิญมายืม จากนั้นก็ดู แล้วไตร่ตรองเอาเองเถอะครับ
บทความโดย Picahaya Anantarasate
อูรังลาโว้ย (Orang Laut) เป็นชาวเลกลุ่มใหญ่ที่มีถิ่
ชาวเลกลุ่มอูรังลาโว้ยมีภาษ
ในปัจจุบัน ชาวเลกลุ่มอูรังลาโว้ยตั้งถ
นี่คือข้อมูลหลักๆที่ผมหาได
ผมไม่ได้นึกถึงเรื่องราวของ
Tayfur Aydin กำกับภาพยนตร์เรื่อง Trace เรื่องราวเกี่ยวกับ ครอบครัวชาวเคอร์ดิชที่อาศั
อยู่มาวันหนึ่งคุณย่าประสบอ
คุณย่าพูดกับลูกชายของหล่อน
การเดินทางด้วยรถไฟ พาตัวละครที่เป็นคน 3 รุ่น ลดเลี้ยวออกไปจากเมือง พาผู้ชมออกห่างจากจุดศูนย์ก
มันคงจะเป็นหนังที่ Feel Good หรือ Nostalgia ได้ง่ายๆ คน 3 รุ่น ที่ออกเดินทาง แล้วปรับความเข้าใจ ตอนจบก็คงจะกอดกัน ร่ำไห้กัน ใต้แสงตะวันเรืองรอง
จุดพลิกผันเกิดขึ้น ตอนที่คุณย่าตายระหว่างทาง.
นี่คือหนังที่สร้างความปวดร
ผมโชคดีเป็นอย่างมาก ที่การดูในครั้งนี้ ดูพร้อมกับผู้ชมราวๆ 60 ชีวิต ที่ห้องสมุด Reading Room สีลมซอย19 โดยได้รับเกียรติจากผู้กำกั
จากการซักถามข้อสงสัยต่างๆ ผมพบว่า ตัวผู้กำกับเอง ก็เป็นชาวเคอร์ดิช ในช่วงวัยเด็ก เขาก็มีคำถามมากมายจากการที
นั่นคงเป็นเหตุผลที่ว่า ยามเมื่อผมมองเข้าไปในดวงตา
มีเรื่องราวมากมายจาการพูดค
สิ่งที่ถูกเปิดเผยออกมา เป็นบริบททางประวัติศาสตร์ท
ตอนนั้นเอง ที่ผมนึกถึงเพื่อนเร๊กเก้ ชาวอูรังลาโว้ย
ในสังคมบ้านเรา เราแทบจะไม่ได้เรียนรู้ในเอ
โดยลึกๆ ย่าผมมีเชื้อสายเป็นชาวมอญ ย่าเล่าหลายๆเรื่องเกี่ยวกั
ผมไม่เคยเรียกตัวเองว่า ไทย-มอญ , ไทย-จีน หรือ ไทย-มอญ-จีน
ผมโดนโปรแกรมมาให้เรียกตัวเ
ประวัติศาสตร์ของขนกลุ่มน้อ
ในที่สุด เพื่อการยอมรับในสังคม ก็ต้องปลอมแปลงตัวเองไปสู่ก
เราจะอยู่โดยภาคภูมิในอัตลั
คุณ Tayfur ทิ้งแผ่นดีวีดี หนังเรื่อง Trace ไว้ที่ Reading Room สีลมซอย 19
ขอเชิญมายืม จากนั้นก็ดู แล้วไตร่ตรองเอาเองเถอะครับ
6/25/13
ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง (บันทึกโดย นนทวัฒน์ นำเบญจพล) รีวิวโดย Pichaya Anantarasate
ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง (บันทึกโดย นนทวัฒน์ นำเบญจพล)
รีวิวโดย Pichaya Anantarasate
ผมอยู่กรุงเทพ ไม่เคยมองเห็นว่าฟ้ามันต่ำ และไม่เคยรู้ว่าแผ่นดินที่เหยียบอยู่มันสูงขนาดไหน
ก็อย่างว่าแหละครับ ศูนย์กลางของทุกๆอย่างในประเทศ กรุงเทพคือประเทศไทย ประเทศไทยคือกรุงเทพ คนบางคนตลอดชีวิตก็ใช้ชีวิตอยู่ใน”ประเทศกรุงเทพ” อะไรก็ตามที่สร้างผลกระทบกับกรุงเทพ ก็เหมือนกันสั่นคลอนฐานล่างของปิรามิด ที่เรามักจะเคยผ่านตาเวลาอ่านตำราเศรษฐศาสตร์ ในช่วงเวลาของความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา สายธารแห่งการเมืองภาคประชาชนไหลบ่าเข้ามาในเมืองหลวงอย่างยากที่จะควบคุม กลุ่มคนที่มีหน้าที่ตัดสินความเป็นไปของบ้านเมือง ต่างก็นั่งทำงานในห้องแอร์ ในทำเนียบรัฐบาล ในสภาผู้ทรงเกียรติ ไม่ว่าพวกท่านจะคิดอ่านเช่นไร คนที่ได้รับผลกระทบก็คือคนเดินดินกินข้าวแกง (ข้าวเยอะแต่กับแห้งแล้ง)
ผมอยากแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ อ๊อด
อ๊อด เป็นชาวศรีสะเกษ ไปโตที่จันทบุรี ก่อนจะกลับมาบวชเรียนที่บ้านเกิดแล้วสึกมาเป็นทหาร ลงไปประจำการที่อำเภอสุคีริน จังหวัดนราธิวาส มีช่วงหนึ่งที่อ๊อดต้องขึ้นมาที่กรุงเทพ ช่วงการชุมนุมของคนเสื้อแดง ทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย และเป็นฝ่ายที่เข้าควบคุมการชุมนุมที่สี่แยกคอกวัว จนเขาปลดประจำการ เขาไปทำงานเป็นคนทำฉากในกองถ่าย
อ๊อดได้มารู้จักกับ นนทวัฒน์ นำเบญจพล
เหมือนเป็นการกำหนดของโชคชะตา “ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง” จึงเริ่มต้นขึ้น
นนทวัฒน์ พาผู้ชมเริ่มต้นการเดินทางไปยังบ้านของอ๊อด ที่บ้านเสลา ตำบลโคกเพชร อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ สารคดีได้เกริ่นถึงบรรยากาศของงานปีใหม่ที่สี่แยกราชประสงค์ ก่อนจะมาบรรจบเมื่อรถมาจอดหน้าบ้านอ๊อด
นนทวัฒน์ ไม่ได้ตื่นเช้ามานาน
ดินที่แห้งกรัง แดดที่ส่องเต็มฟ้า เด็กๆวิ่งเล่นไปมา บ้างก็ปีนต้นไม้เล่น กิจวัตรของคนต่างจังหวัด ทำให้นนทวัฒน์ตื่นตาตื่นใจพอสมควรแบบคนเมือง จึงถ่ายทอดความเป็น Exotic ได้อย่างมีเสน่ห์ วิถีชีวิตเรียบง่าย พายเรือหาปลา ส่องไฟหาแมงอีนูน จิ้งหรีด เขียด (และดูท่าทางจะชอบถ่ายหมาเป็นพิเศษ )
ผมเองนึกสนุกๆอยู่ในใจว่า นี่อาจจะเป็นสารคดีว่าด้วยความ Exotic ของบ้านนอก จนอาจทำให้นักแสวงความเรียบง่ายนิยม ปวารณาตัวเองไปเป็นผู้บ่าวบ้านนา นอนเล่นที่เถียงนา ตกเย็นก็สำราญกับเหล้าขาวและไข่มดแดง
จนกระทั่งเสียงปืนที่ ภูมิซรอลดังขึ้น
ทิศทางในการนำเสนอของนนทวัฒน์เป็นสิ่งที่ผมสนใจ ถ้าโดยเริ่มแรกเราผู้ชมไร้ข้อมูลใดๆในหัว อาจจะมึนงงกับทิศทาง และ “ข้าง” ของสารคดีเรื่องนี้ เขาพาตัวเองประหนึ่งนักเดิน พาผู้ชมไปสู่พรมแดนในเชิงภูมิศาสตร์และทางการรับรู้ข่าวสารของผู้ชม โครงเรื่องที่เหมือนจะไม่ชัดเจน ก็ดูจะชัดเจนขึ้นมาทันทีทันใดยามเมื่อเราต่อติดกับเรื่องราว ผมชื่นชมที่การเล่าเรื่องของนนทวัฒน์ที่ทำให้เราพบเห็น “ความหมาย” ที่ไม่ได้มีแค่ระดับเดียว แต่มีความหมายซ้อนๆๆกันไว้ อยู่ที่ว่าเราจะลงลึกได้ขนาดไหน เฉกเช่นประตูที่ซ้อนๆกันไว้หลายบาน
นนทวัฒน์สร้างความเรียบง่ายในการนำเสนอ โดยเน้นที่ตัวชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งต้องกลายเป็นผู้อพยพชั่วคราวจากการปะทะกันของทหาร เราได้รับรู้ถึงเหตุการณ์จากทั้งชาวบ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ). ทหารตระเวนชายแดน อย่าว่าแต่ชาวบ้านเลย ทหารถือปืนก็ไม่อยากจะต้องมาสู้รบหรอก พวกเขาก็กลัวตายเป็นเหมือนกัน
แล้วเมื่อผ่านมาครึ่งเรื่อง นนทวัฒน์ก็พาเราไปฟังเสียงจากอีกข้างหนึ่ง เสียงจากฝั่งกัมพูชา
นี่คือส่วนที่ตื่นเต้นที่สุดสำหรับ “ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง” สุ้มเสียงของการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างประเทศของไทย ได้รับการถ่ายทอดอย่างซื่อสัตย์ เราได้ยินสิ่งที่ชาวกัมพูชาพูดถึงคนไทย ในแบบที่ต่อมดัดจริตที่ชาวชาตินิยมเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า ต่อมรักชาติ สั่นกระเพื่อมในระดับ 8 ริตเตอร์ได้ง่ายๆ เราได้รับรู้ความสัมพันธ์ในระดับชาวบ้านที่ต่างก็พูดภาษาของกันและกันได้ ไปมาหาสู่กันเป็นประจำ มองพรมแดนที่ชนชั้นบางชนชั้นเคร่งเครียดในการตราบทบัญญัติควบคุมและสมมุติความหมายขึ้นมาในอากาศ ว่าเป็นแค่คันนาให้เดินข้าม เป็นภูเขาที่เชื่อมให้ป้าร้านอาหารตามสั่ง เอากับข้าวไปขายทหารกัมพูชา เป็นที่ๆทหารทั้งสองฝ่ายต่างมองหน้ากัน บางครั้งก็แอบยิ้มหรือส่งหนังสือพิมพ์สตาร์ซ๊อคเกอร์ให้ยืมอ่านกัน เวลาที่สถานการณ์ยังปกติ ก่อนหน้าที่ผู้ใหญ่ในรัฐบาลทั้งสองประเทศ จะประเคนกลเกมทางการเมืองใส่กัน
คำพูดหนึ่งที่ฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยต่างพูดขึ้นมาอย่างไม่ได้นัดหมายล่วงหน้าคือ ต่างฝ่ายต่างก็เสียหาย
ผมเคยดูหนังสั้นเรื่อง โลกปะราชญ์ ผลงานเรื่องแรกของนนทวัฒน์ ผมก็จำวันเวลาไม่ได้เพราะมันนานเหลือเกิน แต่ผมยังจดจำได้ว่า เขาเป็นคนทำหนังที่มีความน่าสนใจในการนำเสนอเรื่องราวที่เขาอยากเล่า “ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง” จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของนนทวัฒน์ ในการจับประเด็นที่มีความเสี่ยงต่อการดราม่า และมีประโยชน์ต่อการใคร่ครวญและถกเถียง ถึงแม้ว่า จังหวะการเล่าเรื่องจะยังมีความ “เวิ่นเว้อ” กล่าวคือ การเชื่อมเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ด้วยการตั้งกล้องนิ่ง ผมมองว่ามันเยอะไป แต่ไม่ถึงกับล้นมากจนน่าเขวี้ยงรองเท้าใส่จอหนัง เพราะในองค์รวม นนทวัฒน์มีความสามารถในการดำเนินเรื่องที่มีความซับซ้อนให้เรียบง่าย และมีอารมณ์ขันที่เป็นธรรมชาติและการมองเหตุการณ์ที่เป็นปมความขัดแย้งของชาติด้วยความซื่อสัตย์ต่อความจริงจากปากทีละฝ่าย ผมคิดว่า เราซะอีกที่ควรทำหน้าที่หลังจากหนังจบลง คือการพูดคุยกัน ให้พลังของหนังสร้างวัฒนธรรมในการถกเถียงอย่างมีภูมิปัญญา ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะดูถูกหนังเรื่องนี้ด้วยการเดินออกจากโรงหนังแล้วลืมๆมันไปซะเพื่อจะพาตัวเองไปสู่หนังเรื่องอื่นๆอย่างหิวกระหายและไม่รู้จักพอ
ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เห็น “ลายเซ็น” ของ ผู้บันทึก อย่างชัดเจน นนทวัฒน์เป็นนักทำหนังที่มีความเฟี้ยวเงาะอยู่ในตัว และความเฟี้ยวของนนทวัฒน์ก็ดูจะเข้ากันดีกับวิธีการเล่าเรื่องแบบเฉพาะตัวทั้งวิธีการลำดับภาพและเพลงประกอบ ถึงแม้บางทัศนะจะมองเขาว่าเป็นผู้อ่อนประสบการณ์ เพราะไม่อาจหา “ความเป็นลุ่มลึก” ในหนัง แต่นนทวัฒน์ก็สร้างการเล่าเรื่องที่มีเสน่ห์ชวนให้ติดตาม และเป็นผู้กำกับน้อยคนนักที่จะพาคนดูไปสู่โลกที่เราไม่เคยได้สัมผัสจากสื่อกระแสหลักได้ตื่นตาตื่นใจ แม้จะไม่โลดโผนท่ายากเยอะแบบหนังเรื่องอื่นๆที่มีแนวทางเดียวกัน
เพราะภารกิจของฟ้าต่ำแผ่นดินสูงที่ประสบความสำเร็จในความคิดของผม คือการเป็นกระบอกเสียงของชาวบ้านริมชายแดน ให้คนดูตามเมืองใหญ่ได้ตระหนักถึงผลกระทบของความขัดแย้งทางการเมือง เราควรจะต้องการอะไรมากกว่ากัน การแย่งชิงเก้าอี้ในรัฐบาล หรือ การนั่งบนเก้าอี้เพื่อกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากับคนในครอบครัว โดยไม่ต้องกลัวว่าเมื่อไหร่ลูกปืนจะหล่นใส่หลังคาบ้าน
มาถึงตรงนี้ ผมก็ไม่รู้ว่า ผมจะมีโอกาสไปสัมผัสสถานที่จริงแบบที่นนทวัฒน์พาไปดูไหม
อย่างมาก ผมก็คงไปขี่มอเตอร์ไซค์เลียบชายแดน หรือไม่ก็ไปเป็นผู้บ่าวหน้าห้าง เวทีหมอลำที่ไหนสักแห่ง
แต่ผมก็พอจะเข้าใจถึงความหมายของ ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง อยู่บ้าง ในแบบที่ผมคิดเองเออเอง
ยามเมื่อเรายืนอยู่บนจุดที่ฟ้ามันสูง เราก็มองว่าแผ่นดินมันต่ำ
ยามเมื่อเรายืนอยู่บนจุดที่ฟ้ามันต่ำ เราก็คิดว่าแผ่นดินมันสูง
เราคงไม่อาจถมดินแดนแทนที่พระเจ้าได้
แต่ผมว่าเราก็อยู่กันได้แบบทะเลาะกันบ้าง ยิ้มให้กันบ้าง ขอแค่ไม่ฆ่ากันเพราะคิดต่าง มันก็พอจะอยู่ได้
แต่ถ้าจะให้เราอยู่โดยปฎิเสธสัจจะของความคิดและความจริง
เราก็คงอยู่กันยาก ไม่ว่าฟ้าจะสูง หรือแผ่นดินจะต่ำ
48 ภาพยนตร์โดย SUSANA de SOUSA DIAS วิจารณ์โดย Pichaya Anantarasate
48 (กำกับโดย SUSANA de SOUSA DIAS/2009/โปร์ตุเกส)
บทวิจารณ์โดย Pichaya Anantarasate
มันเริ่มต้นด้วยความมืด
มืดจนไม่อาจหยั่งรู้สิ่งใด
มืดเหมือนไร้กาลเวลา ไร้ความคิด ไร้ความหวัง
มันเป็นความมืดที่อยู่ขั้วต
แล้วมันก็ค่อยๆเผยออกมา . . . . รูปใบหนึ่งปรากฏขึ้น
รูปสีขาวดำแกมน้ำตาลเก่าๆ บุคคลในรูปถ่ายหน้าตรงบ้าง ถ่ายด้านข้าง ในแววตานั้นมีความมึนงง สับสน เราไม่มีทางรู้ว่า พวกเขาเห็นอะไรในยามมองกล้อ
นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลก
นี่จึงเป็นที่มาของ สารคดีเรื่อง 48 ที่บอกเล่าวิบากกรรมอันสุดแ
นี่คือหนังที่ท้าทายต่อการร
แต่สิ่งที่ทำให้ผมช็อกคือ นี่คือรูปของประชาชนผู้บริส
ใช่ครับ นี่คือรูปนักโทษ
ในสารคดีนั้น ผู้กำกับสร้างความช๊อกให้กั
เวอร์ชั่นแรก คือก่อนโดนจับ แต่ละคนมักจะจำได้ลางๆถึงทร
เวอร์ชั่นที่สอง พวกเขาและเธอต่างจดจำได้ดีใ
เวอร์ชั่นที่สาม เป็นรูปที่เมื่อเจ้าตัวเห็น
มาถึงตรงนี้ คงพอจะเดาได้ใช่มั้ยครับ ว่าผมทุกข์ทรมานขนาดไหนในกา
ใช่ครับ ผมทรมานกับสารคดีเรื่องนี้ แต่ว่ากันจากหัวใจ ผมรักสารคดีเรื่องนี้ ถึงแม้มันไม่ได้ใหม่ในการใช
ผมทรมาน เพราะผมได้เห็นความอยุติธรร
ผมทรมาน เพราะ ประเทศเราก็ไม่ต่างอะไรกันเ
อากง อำพล ตั้งนพกุล ตายในเรือนจำคลองเปรม ในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 อากง เป็นผู้เป็นผู้ต้องหาตามควา
สมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกจำคุกเป็นเวลา 11 ปี สมยศเป็นผู้ต้องหาตามความผิ
สมอลล์ บัณฑิต อานียา หรือ จือเซ็ง แซ่โค้ว ต้องโทษในคดีตามความผิดอาญา
นายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล หรือ หนุ่ม เมืองนนท์ ถูกจำคุกเป็นเวลา 13 ปี เป็นผู้ต้องหาตามความผิดอาญ
นี่ยังเป็นส่วนน้อยเท่าที่ผ
พวกเขา.....พวกเรา ต่างกันตรงไหน
ทั้งพวกเขาและพวกเรา แม้กาลเวลาจะผันผ่าน ประวัติศาสตร์ก็ยังคำเดิมซ้
ผมพยายามอย่างมากที่จะใคร่ค
แต่ความเป็นคน คือสิ่งที่คอยย้ำให้ผม อยากจะฝากสารบางอย่างถึงผู้
ผมอยากให้คุณได้ดูภาพยนตร์ส
และเมื่อถึงจุดนึงที่คุณผ่า
แล้วถามตัวเองว่า คุณจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุ
คุณจะบอกกับตัวเองได้ไหมว่า
คุณจะทำประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
ภาพยนตร์เรื่องนี้ จะสะกิด “ความเป็นคน” ในตัวคุณได้มากขนาดไหน คุณต้องหาคำตอบเอง
เพราะสำหรับผม โลกที่ไร้เสรีภาพ มันก็คือก้อนขี้หมาลอยอยู่ใ
นี่คือบทวิจารณ์หนัง หรือถ้าคุณเห็นเป็นอย่างอื่
(ภาพผู้กำกับ Susana De Sousa)
ข้อมูลอ้างอิง
1) http://en.wikipedia.org/
2) http://en.wikipedia.org/
3)http://th.wikipedia.org/
4) http://
5)วารสารอ่าน ปีที่3 ฉบับที่3 เมษายน-กันยายน 2554 บท “คู่มือเพื่อคุณ:ถอดบทเรียน
ขอขอบคุณ คุณ Asingilo Ok Nakhon ที่ได้เอื้อเฟื้อข้อมูลทางป
ขอฝากข่าวประชาสัมพันธ์ครับ
ทุกวันอาทิตย์ระหว่างวันที่
ชมฟรี!!!(โปรดแจ้งเจ้าหน้าท
ตารางฉายหนังไปดูได้ที่ Facebook : Bookvirus&filmvirus หรือ Facebook: Wiwat Filmsick Lertwiwatwongsa และอีกช่องทางนึงคือ http://
Subscribe to:
Posts (Atom)




















