12/14/07

Werner Schroeter เดชแห่งจัดจ้าน ตอน 1 (Filmvirus Special)

Werner Schroeter - เดชแห่งจัดจ้าน (ตอน 1)

Filmvirus Special*

แปลจากภาษาเยอรมันโดย เฉิดฉวี แสงจันทร์
พิมพ์ครั้งแรกที่นี่ นิมิตวิกาล - filmvirus








(หมายเหตุ: ส่วนใหญ่ผลงานของ ชเรอเท่อร์ เป็นหนังสี แต่ภาพประกอบผลงานแรก ๆ ของเขาที่ ฟิล์มไวรัส หาได้นั้นนำมาจากภาพในนิตยสาร)

แวร์เนอร์ ชเรอเท่อร์ (หรือออกเสียง ชรือเตอร์) เป็นผู้กำกับเยอรมันที่อุดมไปด้วยความขัดแย้ง เพราะทั้งได้รับความศรัทธาอย่างสูงในเยอรมนี แต่ขณะเดียวกันก็เป็น 1 ในผู้กำกับเยอรมันที่ถูกมองข้ามบ่อยที่สุดในประเทศตัวเอง (ทำนองเดียวกับ Herbert Achternbusch, Helma Sander Brahms, Helke Sander, Robert Van Ackeren ฯลฯ) อีกทั้งยังเป็นคนทำหนังเยอรมันที่นานาชาติมีโอกาสได้ทำความรู้จักน้อยที่สุดคนหนึ่ง (อาจจะยกเว้นก็แต่ในฝรั่งเศส และญี่ปุ่นเท่านั้น) ต่อให้ใครต่อใครตั้งแต่ ไรเนอร์ แวร์เนอร์ ฟาสบินเดอร์, แวร์เนอร์ แฮร์โซก หรือกระทั่ง วิม เวนเดอร์ส ซึ่งเป็นหัวกะทิของ New German Cinema ต่างก็ยกย่องเขาเป็นเบอร์ต้น ๆ ของบรรดาคนทำหนังเยอรมัน ขนาดที่ ฟาสบินเดอร์ ยังเคยประกาศว่า คงมีสักวันที่โลกจะตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของ ชเรอเท่อร์














ชเรอเท่อร์ ทำหนังและกำกับละครโอเปร่าในลีลาสุดขั้ว แสดงออกทางสีสันอารมณ์อย่างสุดสวิง ห่างไกลจากความเป็นธรรมชาติอย่างที่สุด การบอกเล่าถึงหนังผิดประหลาดพิลึกพิลั่นของเขา โดยที่ผู้ชมไม่มีโอกาสรับรู้ด้วยตนเอง นั้นดูจะเป็นไปไม่ได้เลย
หลายคนอาจขลาดแขยงกล่าวว่าดั่งนั้นจะสรรมาหาประโยชน์ใด แต่นั่นแหละหนาคือ ทุกข์และกรรมของผู้อ่าน ฟิล์มไวรัส ที่ล้วนครั้งหนึ่งเคยประสบเคราะห์แสวงหนังหาชมยากจากหนังสือ ฟิล์มไวรัส เล่มก่อน ๆ แต่แล้วไง หนังเฒ่าทารก ฌอง-ลุคโกดาร์, ลามะอังเดร ( ทาร์คอฟสกี้) - หนุ่มเรื้อน จอห์น วอเตอร์ส หรือ มือกระบี่สันโดษ มิเคลันเจโล อันโตนีโอนี่ ก็มีดีวีดีให้เกลื่อนกลาด สุดแต่ใจใฝ่แสวง ขนาดหนัง เฟรด เคเลเม็น กับ นีน่า เม็นเคส ไม่มีออกแผ่น เพื่อนเราก็ยังอุตส่าห์ร่อนไอพ่นล่ำบิ๊กมาให้ชมถึงในโรงภาพยนตร์เอสพลานาดซีเนเพล็กซ์


เทศกาลหนัง ชเรอเท่อร์ ในแบบเกือบครบชุด พร้อมกับตัวจริงที่เดินทางมาไทย เคยจัดฉายที่สถาบันเกอเธ่ กรุงเทพ ฯ มาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว และในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ทาง ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ก็เคยนำฟิล์ม 16 มม. มาจัดฉายให้ชมกันไปบางเรื่อง เช่น ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และร้านเฮมล็อค (Malina กับThe Death of Maria Malibran) หวังว่าในโอกาสหน้าที่ต่างประเทศคงจะมีหนังของเขาผลิตจำหน่ายในรูป DVD บ้างในเร็ววัน
แต่ข่าวดีก็คือเมื่อเดือนกันยายนของปีที่แล้ว (2006) ได้มีหนังสือวิเคราะห์งานของ ชเรอเท่อร์ ออกจำหน่ายเป็นเล่มแรกในภาษาอังกฤษ โดยใช้ชื่อว่า Allegorical Images: Tableau, Time and Gesture in the Cinema of Werner Schroeter ของสำนักพิมพ์ Intellect Ltd. แต่งโดย Michelle Langford ซึ่งนับว่าออกช้าไปถึง 2 ทศวรรษ แต่ก็เป็นที่เข้าใจได้ ถ้าคำนึงถึงว่า แม้กระทั่งขณะนี้หนังของชเรเทอร์ ก็ไม่เคยถูกซื้อไปจัดจำหน่ายในรูปแบบใด ๆ ในอเมริกา









ชเรอเท่อร์ เคยร่วมแสดงในหนังสั้นเรื่อง Alabama: 2000 Light Years ของ วิม เวนเดอร์ส ส่วน ดาเนี่ยล ชมิด (Daniel Schmid) ผู้ร่ายบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้ก็เป็น 1 ในผู้กำกับหนังอาร์ตเฮ้าส์ของเยอรมนีเช่นกัน อีกทั้งยังเคยทำหนังกับ ชเรอเท่อร์ และร่วมแสดงใน The American Friend ของ เวนเดอร์ส อีกด้วย
-บันทึกโดย Filmvirus -
บทสัมภาษณ์ แวร์เนอร์ ชเรอเท่อร์ (Werner Schroeter)
โดย ดาเนียล ชมิด (Daniel Schmid)
(บทสัมภาษณ์นี้ประมาณปี 1980)





เป็นหน้าที่ทางสังคมของศิลปะหรือที่จะไม่เข้าหาสังคม แต่ต่อต้านสังคมหรือไม่ข้องเกี่ยวกับสังคมเลย พูดง่ายๆก็คือ หน้าที่ทางสังคมที่คุณกำลังทำอยู่นี้คือการที่จะต่อต้านสังคม หรือไม่ยุ่งเกี่ยวกับสังคมหรือ
มีคำพูดของใครสักคนที่ผมเห็นว่าดีมากๆคือ ในสังคมวัตถุนิยมชนชั้นกลางนั้นมีฐานะสองอย่างที่ยังคงมีขอบเขตของเสรีภาพอยู่บ้าง คือของอาชญากรและของศิลปิน และผมเห็นด้วยเต็มกับความเห็นที่ว่าฐานะทั้งสองนี้มีขอบเขตที่ก้ำกึ่งกันอยู่ และไม่ใช่เพราะการมีอาชีพทางศิลปะเป็นเรื่องแปลกพิเศษอะไรเลย อย่างที่เราก็ได้เห็นตัวอย่างกันในเยอรมันตะวันออกสมัยเป็นคอมมิวนิสต์ว่า ศิลปะสามารถถูกทำให้เป็นงานราชการได้เมื่อประชาชนไม่เรียกร้องในสิ่งที่เหมาะควร และมีการจำกัดขอบเขตที่ได้ผล

......คือ ผมคิดว่ามนุษย์ทุกคนมีความปรารถนาที่จะแสดงออกถึงการโหยหาในชีวิตที่มีอยู่ของเขา ซึ่งจริงๆแล้วการโหยหาก็คือความปรารถนานั่นเอง...ผมเชื่อว่าความปรารถนาแต่ต้นของมนุษย์มีจุดหมายอยู่ที่ความรู้สึกในชีวิตที่เป็นสุขสนุกสนานหรืออะไรๆ แบบนั้น มันไม่ใช่เรื่องทางวัตถุ แต่มนุษย์จะใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข ถ้าการติดต่อมีสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่นเป็นไปได้ด้วยดี ในความหมายแท้ๆ และดั้งเดิมของคำว่า “สังคม” ผมจึงไม่เห็นว่าศิลปะเป็นเรื่องของการต่อต้านสังคม

ผมเห็นศิลปะเป็นการจัดตั้งทางสังคมดังในกรีกโบราณ ผมเห็นศิลปะเป็นความวิบัติหายนะของการโหยหาที่ไม่เคยได้สัมผัสในชีวิต แต่ผมเห็นว่าอาชีพที่มีลักษณะสร้างสรรค์ก็เป็นศิลปะด้วยเหมือนกันสำหรับผม การสร้างถนน การประดิษฐ์เครื่องยนต์ การค้นพบเพนนิซิลินรักษาซิฟิลิสหรือโรคจากแบคทีเรียอื่นๆนับพันโรค ผมถือว่านั่นเป็นกระบวนการสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องกับสังคมเป็นที่สุด มันต้องแยกกันให้ออกระหว่างขอบเขตของงานทางสังคมที่จำกัดตายตัวแน่นอนตามความหมายของสังคมเรา และจินตนาการว่าสังคมมนุษย์ควรเป็นอย่างไรเป็นคำจำกัดความ

และถ้ายึดเอาอย่างหลังเป็นเกณฑ์ ผมขอพูดว่าศิลปะผูกพันปนเปอยู่ในเรื่องราวทางสังคมเต็มที่ ดั่งอาชญากรรมที่เป็นการแสดงออกของความรู้สึกอัดอั้นตันใจในสังคมอย่างอาจหาญมากกว่าการซื้อรถเบ๊นซ์รวดเดียวสามคันอะไรแบบนั้น อย่างเช่นว่าถ้าผมตะโกนด่าใครสักคนว่า “ไม่เห็นหรือวะว่าเอ็งทำไม่เป็น ไอ้โง่” แล้วเขาฉวยมีดมาตัดคอหอยผมเข้า ผมจะถือว่านั่นเป็นการแสดงออกของชีวิตทางสังคมที่สำคัญมากกว่าการที่เขาจะไปเขกหัวลงเอากับลูกน้องหรือกับเมีย – ที่สอดคล้องกับสังคมแบบวัตถุนิยมที่ผัวเมียต่างเพศกัน

ผมเชื่อว่าปัญหาต่าง ๆ ทางเพศนั้นเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับลัทธิวัตถุนิยมอย่างมาก และพร้อมที่จะจินตนาการถึงสิ่งที่ปรารถนาในแง่ของวัตถุแค่นั้น ผมจึงคิดว่าการชอบเพศเดียวกันเป็นเรื่องที่ดึงดูดใจสำหรับคนที่เรียกกันว่า “ศิลปิน” เพราะพวกนี้เป็นพวกที่ปฏิเสธระบบที่ให้คุณค่าทางวัตถุแต่เดิมอยู่แล้ว ที่ ณ จุดใดจุดหนึ่งสำหรับคนที่มีจิตใจสร้างสรรค์ก็จะเริ่มพัฒนาการต่อต้านขึ้นในใจกับการที่จะต้องมีเพศสัมพันธ์เฉพาะกับหญิงในฐานะที่ตนเป็นชายตามคุณค่าปกติธรรมดาในสังคมที่เรามีชีวิตอยู่ และต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลง

เท่าที่ผมเห็น การรักร่วมเพศไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางจิตวิทยา แต่เป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางสังคมต่อสิ่งแวดล้อมแบบวัตถุนิยม เพราะฉะนั้นการรักร่วมเพศเลยพบได้บ่อยมากขึ้นในแวดวง “พวกศิลปินที่มีชื่อ” ที่จริงๆ แล้วก็มีมาแต่โบราณกาลโดยตลอด...อย่างไรก็ดี ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะเนื้อแท้ทางจิตที่ละเมียดละไมกว่าทางสังคมที่ทำให้เราทำไป ที่เราไม่ยอมรับมันก็เพราะสังคมที่เรามีชีวิตอยู่ได้เรียบเรียงการบรรลุเป้าทางสังคมเหล่านี้มาเป็นข้อเรียกร้อง และด้วยเหตุนั้นเองที่คนจะสร้างสรรค์ได้

.. คนจะสร้างสรรค์ได้ก็เพราะมีการโหยหาไขว่คว้าควบคู่ไปกับการปฏิเสธ การโหยหาคว้าไขว่จะพัฒนาตัวของมันเองขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อเราปฏิเสธสภาพรอบๆ ตัวที่เรามีชีวิตอยู่ ถ้าผมพึงพอใจในสังคมที่เป็นอยู่โดยไม่มีความหวังในชีวิต ผมก็จะไม่มีเรื่องที่โหยหาอยากไขว่คว้าให้ได้มา และก็จะไม่พัฒนาในทางกามสุนทรีย์อย่างมากก็แค่เรื่องทางเพศที่ดำเนินไปตามแบบที่ว่า เรากินขนมปังก้อนนี้วันนี้ พรุ่งนี้ก็จะกินก้อนนี้อีก และมะรืนนี้เราจะเดินทางไปพักร้อนกันตามระบบที่เป็นอยู่













เราจะนำช่วงเวลาที่ก้าวร้าวหรือเต็มไปด้วยความก้าวร้าวทั้งหมดมาใช้ได้ไกลขนาดไหนเพื่อที่จะผลักดันให้ขบวนการสร้างสรรค์ก้าวไปข้างหน้า










ผมเชื่อว่าความก้าวร้าวถ้าไม่สูญเสียความรู้สึกร่วมต่อสิ่งต่างๆรอบข้าง คือไม่แยกออกไปอย่างโดดเดี่ยวแล้ว ย่อมเป็นขบวนการที่มีค่ามาก ผมไม่มีความข้องใจในการใช้ความก้าวร้าว แต่ต้องไม่ใช่แบบ “ฉันตกต่ำเพราะไอ้ห่าคนนั้น ฉันจะฆ่ามัน” นั่นไม่ใช่ความก้าวร้าวแต่เป็นเรื่องของการเยียวยาทางสังคม

การปฏิเสธความก้าวหน้าอาจจะมีลักษณะก้าวร้าวได้
นั่นเป็นความก้าวร้าวในแง่ลบ เราสามารถตอบโต้การปฏิเสธแข็งขืนด้วยความเฉยเมยหรือความเป็นมิตรได้...ความเฉยเมยเป็นสิ่งที่แย่ที่สุดที่ทำได้..สำหรับผมแล้วความเฉยเมยเป็นการวางตัวที่มีเหตุจากคนอื่นที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม หรือใครก็ตามที่สำหรับคุณเป็นคนที่น่ากลัวตั้งแต่ต้น หมายความถึงมีอันตรายสำหรับคุณ

...ความเฉยเมยเป็นส่วนที่แข็งแรงของระบบที่ฝังลึกลงไปในทางลบ มันเป็นเรื่องของการไม่ตัดสินใจ เป็นอาการตามสัญชาตญาณ แม้ว่าสังคมอุตสาหกรรมจะไม่มีสัญชาตญาณตามความหมายดั้งเดิมเหลืออยู่อีกแล้ว ความเฉยเมยสำหรับผมคือการอ้างถึงความเป็นธรรมชาติที่ผิดๆ ที่สูญไปนานแล้ว ไม่มีทางเป็นไปได้ในการที่จะทำเฉยเมยไม่รู้ไม่ชี้ในโลกปัจจุบัน เป็นไปไม่ได้ที่เราจะมองเห็นตัวเราเองเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม

ในยามที่ลัทธิต่างๆ อ่อนแรงลง(ยกเว้นของคอมมิวนิสต์)ที่คนแต่ละคนจะถูกคุกคามผ่านระบบกดขี่ที่ยิ่งสมบูรณ์แบบมากขึ้นทุกที กระบวนการทางศิลปะก็จะต้องถูกนำทางในการค้นหาความสมบูรณ์สูงสุดอย่างเต็มกำลังยิ่งขึ้น ในทางตรงกันข้ามการเมืองถูกทำให้มีอำนาจที่สมบูรณ์แทนความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันระหว่างคน จนทำให้เกิดหายนะอย่างเช่นการเมืองของฮิตเล่อร์ที่มุ่งเป้าหมายแก้ปัญหาตอนจบซึ่งหมายถึงการรวบอำนาจสมบูรณ์ เราจะสามารถพูดถึงการเมืองที่ถูกจูงใจด้วยความสุนทรีย์ได้มากแค่ไหน
สำหรับผม การเมืองของ ฮิตเล่อร์ ในประการแรกเป็นเรื่องการรับมือกับความขัดแย้ง หมายความว่าการชี้ให้เห็นโลกเป็นสีดำขาวตัดกันเพื่อที่เราจะสามารถรับรู้ถึงสีขาวได้ การเมืองเรื่องแบ่งแยกเชื้อชาติมีฉากหลังทางจิตวิทยานับได้เป็นพันอย่าง เช่นว่าความขัดแย้งเรื่องยิวกับพลังอำนาจที่เพิ่มขึ้นถูกนำมาเปรียบเทียบกับเรื่องทางการค้าด้วย

...นี่คือความกลัวธรรมดาๆ ต่อการสูญเสียสภาพความเป็นจริงไปที่รุนแรงมากในหมู่ชนที่เน้นอย่างเป็นบ้าเป็นหลังถึงการขัดแย้งทางอำนาจ ซึ่งได้ถูกประเพณีของสังคมเรานั่นเองสร้างขึ้นมาเป็นครั้งแรก เพราะการมีอำนาจกลายเป็นคุณค่าที่พึงปรารถนาที่ตั้งไว้เป็นเป้าหมายชีวิตและเป้าหมายความรัก สำหรับผม ฮิตเล่อร์ คือคนที่พยายามแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยวิธีการโกลาหลอลเวง (อย่างในละครหุ่นกระบอกของตัวตลกคัสเปอร์) ที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายทารุณขั้นผิดปกติ แม้ว่าเท่าที่เห็นเขาก็ไม่ตรงกับภาพพจน์เลย
ปกติธรรมดาเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นในวงครอบครัวเท่านั้น แบบ..ถ้าฉันทำให้มันแข็งขึ้นไม่ได้ก็กลายเป็นคนอื่นผิด ถ้าสังวาสไม่ได้ก็เป็นความผิดคนอื่นไป นี่คือแนวคิดทั้งหมดของฮิตเล่อร์และมันก็ได้ผลเต็มที่ เพราะดูแล้วก็ไม่มีใครในเยอรมันที่สังวาสเป็น ด้วยเหตุนี้เองปัญหาการไร้พลังความสามารถจึงถูกผลักไสไปสู่คำถามเรื่องเชื้อชาติได้อย่างง่ายดาย แต่แน่ละว่าการสูญเสียสภาพความเป็นจริงที่เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นเป็นตัวผลักดันอยู่เบื้องหลัง เพราะว่านั่นคือการสูญเสียสภาพความเป็นจริงทั้งมวลแท้ๆ ถ้าคิดว่า ฉันสามารถแก้ปัญหานั้นได้ถ้าฉันฆ่าประชาชนและก็จัดการฆ่าหมู่ขึ้นมา
(กรุณาอ่านต่อ ตอนที่ 2: http//twilightvirus.blogspot.com/2007/12/werner-schroeter-2.html)

รักทั้งหลายใน ‘รักแห่งสยาม’

รักของตัวละครทั้งหลายใน ‘รักแห่งสยาม’
โดย . . . ‘กัลปพฤกษ์’
kalapapruek@hotmail.com


น่าจะเป็นหนังไทยเรื่องแรกเลยกระมัง ที่แม้ว่ามันจะมีข้อบกพร่องชวนให้วิพากษ์วิจารณ์มากมายขนาดไหน แต่ด้วยพลังแห่งความบริสุทธิ์จริงใจที่หนังมีอยู่อย่างล้นหลาย กลับทำให้ผู้เขียนจำต้องวางปากกาเลิกคิดที่จะตำหนิติติงใด ๆ เพื่อจะได้ปล่อยใจติดตามเรื่องราวของตัวละครอย่างใกล้ชิด คุณสมบัติวิเศษที่ทำให้ ‘รักแห่งสยาม’ เป็นงานที่น่าประทับใจเสียยิ่งกว่าหนังไทยเรื่องไหน ๆ ก็คือความมีชีวิตจิตใจของตัวละครนำเกือบทั้งหมด ที่ทำให้เราเชื่อได้ว่าพวกเขามีตัวตนโลดแล่นอยู่รอบตัวเราจริง ๆ มิได้เป็นเพียงตัวละครที่ทำหน้าที่ส่งทอดเรื่องราวให้ดำเนินไปอย่างที่จะเห็นได้บ่อยครั้งในหนังเรื่องอื่น ๆ และเมื่อพวกเขาเหล่านั้นสามารถก้าวพ้นจากการเป็นตัวละครในหนังธรรมดา ๆ กลายมาเป็นบุคคลที่มีลมหายใจกันจริง ๆ ก็ยิ่งทำให้ผู้เขียนไม่สามารถจะไปถือสาหาความกับความลักลั่นไม่สมบูรณ์ในเรื่องราวชีวิตของพวกเขาอีกได้ นอกจากจะร่วมสัมผัสกับอารมณ์ความรู้สึกที่พวกเขามีต่อกันฉัน ‘มนุษย์’

ด้วยเหตุผลข้างต้นนี้เอง ผู้เขียนจึงจำต้องขออนุญาตละเว้นจากการวิพากษ์วิจารณ์ในส่วนของเนื้อหาและการกำกับ แล้วหันมาบอกเล่าถึงความประทับใจที่มีต่อตัวละครทั้งหลายที่ได้ผลัดกันมาเรียงร้อยให้ ‘รักแห่งสยาม’ กลายเป็นอีกบทหนึ่งแห่งความน่าภูมิใจที่พิสูจน์แล้วว่า หนังไทยก็สามารถที่จะ ‘ละเอียดอ่อน’ ได้ไม่แพ้หนังชาติไหน ๆ เหมือนกัน

มิว เด็กหนุ่มจิตใจดีที่หลงใหลในเสียงดนตรี เขาได้รับการปลูกฝังจาก ‘อาม่า’ ผู้มีความเชื่อว่า เราสามารถบอกกล่าวความในใจต่าง ๆ ผ่านเสียงเพลงได้ ดังที่อากงของมิวเคยใช้เสียงเปียโนแสดงความคิดถึงต่ออาม่า ด้วยความผูกพันที่มีต่ออาม่าอย่างลึกซึ้ง ทำให้ มิว ไม่ยอมย้ายไประยองกับพ่อแม่หลังอาม่าตาย แต่เขาเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ เพียงลำพัง เขาได้ตั้งวงดนตรีกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนจนมีโอกาสได้ออกอัลบั้ม แต่เมื่อผู้จัดการสั่งให้ทางวงแต่งเพลงเกี่ยวกับความรัก ความคิดสร้างสรรค์ของมิวก็ถึงกับตีบตัน แรงบันดาลใจหนึ่งเดียวที่จะทำให้เขาสามารถแต่งเพลงนี้ได้ ก็คือการได้สัมผัสกับความรักด้วยตัวของเขาเอง

โต้ง เด็กชายที่เติบโตมาในครอบครัวคาทอลิกที่อบอุ่น เขาอาศัยอยู่กับพ่อ แม่ และ ‘แตง’ พี่สาว แถมยังเป็นเพื่อนบ้านของมิว แต่เมื่อแตงได้หายตัวไปจากการเดินป่ากับเพื่อนที่เชียงใหม่ ครอบครัวของโต้งก็ร่ำที่จะแตกสลาย พวกเขาต้องย้ายบ้านไปอยู่ที่ใหม่เพื่อลืมเหตุการณ์ในอดีต ความเจ็บปวดนี้ทำให้โต้งไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต เป็นผลให้เขาต้องเผชิญกับความรู้สึกสับสนภายในใจอยู่ตลอดเวลา

อาม่า หญิงชราที่ทำหน้าที่เลี้ยงดูให้ความอบอุ่นแก่มิวเสมอมา ก่อนที่จะต้องจากเขาไปในช่วงที่มิวกำลังจะเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจฝังลึกให้กับมิวได้รุนแรงนัก



หญิง เด็กสาวข้างบ้านที่แอบหลงรักมิววัยหนุ่มอย่างหัวปักหัวปำ เธอพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้มิวหันมาสนใจเธอ

โดนัท แฟนสาวของโต้งที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง และต้องการให้โต้งให้ความสำคัญแก่เธออยู่ตลอดเวลา

กร พ่อของแตงและโต้ง ที่ต้องกลายเป็นคนขี้เหล้า หลังจากรับไม่ได้ที่ตนเองเป็นเหตุให้แตงต้องหายสาบสูญ

สุนีย์ แม่ของแตงและโต้ง ที่นอกเหนือจากจะต้องทำใจกับการจากไปของลูกสาวแล้ว เธอยังต้องแบกรับภาระในการดูแลทั้งสามีขี้เหล้าและลูกชายวัยรุ่นอีกด้วย

จูน หญิงสาวผู้ดูแลวงของมิวที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับแตงราวกับเป็นคนคนเดียวกัน จูนรับข้อเสนอของสุนีย์ด้วยการแสร้งรับบทบาทเป็น แตง เพื่อทำให้ กร มีอาการดีขึ้น เป็นเหตุให้เธอได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในบ้านของโต้ง

***** บทวิเคราะห์ตัวละครต่อไปนี้ มีการเปิดเผยความลับของหนัง *****
แม้ว่า ‘รักแห่งสยาม’ จะบอกเล่าเรื่องราวของตัวละครต่าง ๆ เหล่านี้อย่างหลากหลาย แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เรื่องราวความสัมพันธ์ของ มิว และ โต้ง ดูจะเป็นประเด็นที่สำคัญและสร้างความแปลกใหม่ให้กับตัวหนังได้มากที่สุด มิว เป็นเด็กหนุ่มที่มีจิตใจรักชอบเพศเดียวกัน เขารู้สึกผูกพันกับ โต้ง มาตั้งแต่ครั้งยังเด็ก ๆ เมื่อเขาได้กลับมาพบกับ โต้ง อีกครั้ง เขาจึงไม่ลังเลที่จะเลือกโต้งเป็นแรงบันดาลใจให้กับเพลงรักบทใหม่ที่เขากำลังจะแต่งขึ้น ในขณะที่ โต้ง อาจจะยังแลดูสับสนอยู่กับจิตใจของตนเองอันเป็นผลมาจากความทุกข์โทมนัสในครอบครัว เขารู้ดีว่า โดนัท ไม่ใช่คนที่เขาจะมีความสุขด้วยได้ แต่ความรักความห่วงใยที่เขาได้รับจากมิวต่างหากคือสิ่งที่เขาต้องการในเวลานั้น ด้วยเหตุนี้เองโต้งจึงไม่สามารถจะหาคำตอบให้ตัวเองได้เสียทีว่าเขา ‘เป็น’ อะไรกันแน่ จริงอยู่ที่โต้งอาจมิได้เกิดความรู้สึกใด ๆ เมื่อได้สวมกอดกับหญิง แต่ในเมื่อสิ่งที่เขาต้องการคือ ‘ความรัก’ มิใช่ ‘ความใคร่’ เขาจึงควรเลือกที่จะอยู่กับคนที่สามารถมอบความรู้สึกอันล้ำค่านี้ให้แก่เขาได้มากกว่ามิใช่หรือ? แม้ว่าใครคนนั้นจะเป็น ‘ผู้ชาย’ เหมือนกับเขาก็ตาม



ความรักความผูกพันระหว่าง มิว และ โต้ง ดูจะเป็นส่วนที่ละมุนละไมมากที่สุดในหนัง เมื่อพวกเขาต่างก็มีในสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งกำลังต้องการ ถึงแม้ว่าฉาก ‘จูบ’ ของทั้งคู่อาจจะดูเลยเถิดไปยังเขตแดนของความกำหนัดใคร่ที่อาจจะทำให้หลาย ๆ คนต้องบ่ายหน้าหนี แต่ด้วยความไม่ประสีประสาที่ทั้งคู่แสดงออกมา มันก็น่าจะชัดเจนอยู่แล้วว่าจูบนั้นมันก็เป็นเพียงแค่การทดลองของโต้งเพื่อหาคำตอบให้ตัวเองอีกวิธีหนึ่งเท่านั้น เพราะเขาเองก็ให้คำตอบกับมิวไม่ได้เหมือนกันว่า ณ เวลานั้นเขารู้สึกอย่างไร การแสดงของน้องวิชญ์วิสิฐ และ น้องมาริโอ้ ของหนังในช่วงนี้ ทำได้ดีชนิดที่นักแสดงรุ่นพี่ ๆ ควรจะต้องศึกษาเป็นตัวอย่างกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะน้องมาริโอ้ผู้รับบทเป็นโต้งที่สามารถสะท้อนความรู้สึกสับสนว้าวุ่นในจิตใจผ่านทางสีหน้าและแววตาได้อย่างดิบดีแถมยังมีมิติเชิงลึก ส่วนน้องวิชญ์วิสิฐเองก็รับบทเป็น มิว เด็กหนุ่มผู้อ่อนไหวแต่หัวใจเต็มไปด้วยความอบอุ่นได้ดีไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในฉากสำคัญที่เขาร้องเพลง ‘กันและกัน’ ให้กับโต้งด้วยเสียงของตัวเองนั้นมันช่างซาบซึ้งได้พลังเกินกว่าจะหาคำมาพรรณนากันจริง ๆ



ข้างฝ่ายสองสาววัยรุ่นซึ่งอาจจะมีบทบาทน้อยกว่า แต่ก็เรียกได้ว่ายังมีความน่าสนใจอยู่ในตัวเหมือนกัน ก็คือ ตัวละคร ‘หญิง’ และ ‘โดนัท’ สำหรับ หญิง นั้น ดูจะเป็นตัวละครที่มีพัฒนาการทั้งทางด้านความรู้สึกและความลึกทางการแสดงได้มากกว่าใครเพื่อน จากเด็กสาวบ๊องแบ๊วที่วัน ๆ ก็เอาแต่หาวิธีการไร้สาระที่จะทำให้มิวหันมาสนใจเธอให้ได้ แต่ทันทีที่เธอรู้ความจริงเกี่ยวกับ มิว หญิง ก็เปลี่ยนมาเป็นตัวละครที่มีมิติน่าสนใจได้อย่างผิดหูผิดตา ช่วงที่เธอพยายามช่วยให้ มิว กับ โต้ง ได้สมหวังในความรักซึ่งกันและกันนั้น เธอซ่อนความเจ็บปวดร้าวลึกไว้ใต้ใบหน้าเปื้อนยิ้มได้อย่างน่าเห็นใจเหลือเกิน ส่วน โดนัท นี่ผู้เขียนต้องขอนับถือผู้กำกับ ชูเกียรติ จริง ๆ ที่กล้าเลือกเอาเด็กสาวรูปสวยที่วัน ๆ เอาแต่แต่งเนื้อแต่งตัวและมองเห็นชายหนุ่มเป็นเพียงเครื่องประดับเดินได้ที่จะต้องมีไว้ข้างกายอยู่ตลอดเวลา มาเป็นตัวละครคู่ขั้วกับ หญิง โดนัท น่าจะเป็นตัวแทนของเด็กสาวที่พบเห็นได้แถวสยามโดยทั่วไป ที่ถือเอารูปโฉมภายนอกเป็นเรื่องใหญ่โดยไม่สนใจว่าภายในจะกลวงโบ๋ขนาดไหน ผู้เขียนยังนึกไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าถ้าผู้หญิงอย่างโดนัท ได้มาเห็น ‘ตัวเอง’ ในหนังเรื่องนี้แล้วพวกเธอจะมีความรู้สึกอย่างไรกันบ้าง

ตัวละครสำคัญที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย ก็คือ สุนีย์ แม่ที่แม้ว่าอาจจะแลดูแข็งกร้าวไปบ้างในบางช่วง แต่มันก็เป็นความแข็งกร้าวอันจำเป็นที่จะทำให้เธอประคับประคองครอบครัวต่อไปได้ สินจัย รับบทเป็นสุนีย์ ได้อย่างดีเยี่ยมโดยไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะในช่วงตอนที่เธอไม่ได้พูดจาอะไร แต่แววตาของเธอกลับบ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ได้อย่างหมดจดครบถ้วน ฉากเรียกอารมณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขับรถออกตามหาโต้ง บทสนทนากับมิว และช่วงที่เธอต้องยิ้มรับคำตอบจากลูกชายข้างต้นคริสต์มาส สินจัยก็สามารถทำให้เรารู้สึกถึงคำว่า ‘หัวอกแม่’ ได้จนไม่อาจจะฝืนน้ำตา จะมีเพียงแค่บางช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ที่บทหนังหรือผู้กำกับเองไม่ได้ให้รายละเอียดเชิงบุคลิกแก่สุนีย์อย่างเพียงพอ แต่สินจัยก็ยังใช้ความเป็นมืออาชีพมาช่วยกลบช่องว่างเหล่านั้นได้จนไม่มีอะไรน่าเกลียด

รายที่ดูเป็นปริศนาและช่วยสร้างกลิ่นอายแบบเหนือจริงในเรื่องราวที่เน้นความสมจริงได้อย่างมีสีสันก็คือ จูน ผู้ดูแลวงที่มีใบหน้าคล้ายแตงราวกับถอดมาจากพิมพ์เดียวกัน แต่ที่ยิ่งกว่านั้นคือเธอเหมือนจะรู้เรื่องราวรายละเอียดในอดีตของครอบครัวนี้อย่างที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ แม้ว่าในตอนจบหนังเหมือนจะบอกอย่างกลาย ๆ ว่า จูน ไม่ใช่ แตง แต่จากข้อความ ปล. ส่งท้ายที่เธอเขียนถึงสุนีย์ ว่า “ฉันไม่ใช่คนที่คุณคิดหรอก” ก็ยังชวนให้สงสัยขึ้นมาได้อีกว่า “คนที่คุณคิด” นั้น คือ แตง หรือจูน กันแน่? แต่ถ้าเป็นอย่างหลังนี่หนังก็คงจะหนักหน่วงขึ้นอีกอักโขหากตัวละครอย่าง ‘แตง’ เลือกที่จะทิ้งครอบครัวนี้ไปมีชีวิตของตัวเองจริง ๆ แม้โดยโครงเรื่องแล้วบทบาทของ จูน หรือ แตงในคราบของจูนจะไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า ‘ของขวัญ’ ที่มิวนำพามาให้ครอบครัวของโต้งในช่วงเวลาของเทศกาลคริสต์มาส แต่ด้วยความโดดเด่นทางการแสดงของ เฌอมาลย์ ก็ยังทำให้บทบาทลึกลับนี้มีอะไรที่ชวนให้ติดตามได้อย่างน่าสนใจ


ตัวละครเพียงสองรายที่ผู้เขียนรู้สึกมีปัญหาไม่สามารถจะมีความรู้สึกร่วมไปด้วยได้ ก็คือ กร และ อาม่า ซึ่งก็น่าจะเป็นผลมาจากตัวบทเองที่จัดวางตัวละครไว้ค่อนข้าง over เกินความจริงไปสักนิด ตัวละคร กร ดูจะจ่อมจมอยู่กับความผิดในอดีตมากเกินไปจนดูไม่สมเหตุสมผลทางจิตวิทยา ส่วน อาม่า เองก็ยังแลดูเป็นตัวละครในอุดมคติจนไม่สามารถรู้สึกได้ถึงความมีชีวิตจิตใจ ยิ่งได้รับแรงหนุนจากการแสดงแบบประดิษฐ์ฟูมฟายไร้มิติเชิงลึก ของทั้ง ทรงสิทธิ์ และ พิมพ์พรรณ ด้วยแล้ว ทำให้ตัวละครที่ควรจะมีน้ำหนักสำคัญทั้งสองนี้ยังไม่สามารถก้าวข้ามจากการเป็นตัวละครถ่ายทอดเรื่องราวมาเป็นตัวละครที่มีชีวิตจิตใจจริง ๆ เหมือนตัวละครอื่น ๆ ที่รายล้อมได้เลย

นอกเหนือจากตัวละครหลักแล้ว ตัวละครประกอบทั้งหลายอย่างน้อง ๆ วง August และ กลุ่มเพื่อนของโต้งและหญิง ก็ยังมีส่วนช่วยเติมสีสันและความไพเราะให้กับหนังได้อย่างมีชีวิต พวกเขาล้วนแสดงออกและพูดคุยกันอย่างเป็นธรรมชาติราวกับกำลังดำเนินชีวิตอยู่ในสยามสแควร์กันจริง ๆ แถมยังทำหน้าที่ถ่ายทอดมิตรภาพแห่งความเป็น ‘เพื่อน’ ที่คอยดูแลห่วงใยให้ความสำคัญกันยามที่ใครคนใดกำลังจมอยู่ในห้วงทุกข์ได้อย่างอ่อนโยน



แต่สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกประทับใจต่อ ‘รักแห่งสยาม’ มากที่สุด ก็คือ พลังแห่งการมองโลกในแง่ดี ที่สะท้อนถึงความบริสุทธิ์อ่อนใสในวัยเยาว์ได้อย่างเข้าอกเข้าใจยิ่งนัก ผู้เขียนเพิ่งจะรู้สึกตัวเมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้ว่าตนเองได้ห่างเหินจากการมองโลกในแง่ดีเช่นนี้มาเป็นเวลานาน อาจจะด้วยประสบการณ์ในวัยผู้ใหญ่ที่ทำให้บางครั้งเราต้องทำความรู้จักกับการมองโลกในมุมร้ายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานระวังระไว แต่การได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้กลับทำให้ช่วงเวลาในวัยเยาว์เก่า ๆ เหล่านั้นได้หวนคืนกลับมาอีกครั้ง ‘รักแห่งสยาม’ จึงเป็นหนังที่จะต้องดูด้วยสายตาของ ‘วัยรุ่น’ อย่างแท้จริง วัยที่สามารถมองเห็นถึงคุณค่าความหมายอันบริสุทธิ์ใสซึ่งซุกซ่อนอยู่ในท่วงทำนองของเพลง pop ที่เรียบง่าย แต่จะฝังลึกอยู่ในใจเราตลอดไปตราบชั่วกาลนาน . . .

บทความโดย กัลปพฤกษ์
พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ FLICKSTICAL หนังสือพิมพ์ FLICKS ฉบับที่ 219 วันที่ 7-13 ธันวาคม 2550

12/13/07

Fred’s Sweet Words

Fred’s Sweet Words


ว่าจะไม่คุยเรื่องหนังแล้วเชียว!
สาวก อังเดร ทาร์คอฟสกี้ – อิงมาร์ เบิร์กแมน – แสตนลี่ย์ คูบริค – คิชตอฟ คิชลอฟสกี้ กรุณาถอยออกไปก่อน เพราะท่านอาจเกิดอาการเลี่ยนคอได้ หากได้อ่านข้อความต่อไปนี้:


ลำพังเพียงภาพและเสียงจาก Kalyi – Age of Darkness หนังสมัยเป็นนักศึกษาของ Fred Kelemen เรื่องเดียว (และเป็นเรื่องแรก) ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ Ivan’s Childhood หนังเรื่องแรกของ Andrey Tarkovsky หรือหนังล็อตแรก ๆ ของ Ingmar Bergman – Stanley Kubrick และ Krzysztof Kieślowski ต้องหลบหน้าอายม้วน

นี่ยังไม่ต้องนับว่าในเรื่อง Kalyi นั้น เฟรด เคเลเม็น จับกล้องถ่ายหนัง-เขียนบท-กำกับศิลป์-ทำฉาก-ทำเสียง และลงทุนสร้างด้วยเงินตัวเองอีกต่างหาก


ซ้ำหนังเรื่องต่อ ๆ มาทั้งหมดของ เฟรด อีก 3 เรื่อง คือ Frost, Nightfall และ Fallen ถัดจาก Fate (ซึ่งถูกนับในทางการว่าเป็นหนังยาวเรื่องแรก) เขาก็ยังคงควบงานหลายตำแหน่งถ่ายหนังด้วยฟิล์ม 16 มม. ผสมกับวีดีโอมาโดยตลอด


ก็พลังทางภาพของหนังผู้กำกับระดับมาสเตอร์ที่หลายคนชมนักชมหนา ต่างเป็นความดีความชอบของตากล้องจัดแสงเสียเป็นส่วนใหญ่ แม้แต่ แสตนลี่ย์ คูบริค ที่เคยเป็นช่างภาพนิ่งชื่อดังให้นิตยสาร Vogue มาก่อนก็ยกภาระให้ผู้กำกับภาพรุ่นลายครามอย่าง Lucien Ballard, Russell Metty, Geoffrey Unsworth, John Alcott ส่วน คิชตอฟ คิชลอฟสกี้ ก็ยังไม่ได้ผนึกกำลังกับนายพัน Slawomir Idziak (Dekalog / Blue) มาทางด้าน อิงมาร์ เบิร์กแมน ก็ยังไม่พบขุนศึกอย่าง Gunnar Fischer หรือคู่แท้อย่าง Sven Nykvist ส่วนงานภาพของ Vadim Yusov ที่ถ่ายให้ อังเดร ทาร์คอฟสกี้ ก็ยังไม่เข้าฝักดีนัก แม้ว่าจะยกระดับรอดพ้นกลิ่นอายหนังยุคสังคมนิยมโซเวียตมาได้อย่างเฉียดฉิว

ตั้งแต่ Fred Kelemen กลับบ้านไป อาการของเพ้อรักของคนที่นี่ก็กำเริบหนัก ครั้นเมื่ออ่าน “21 ความประทับใจเกี่ยวกับ เฟรด เคเลเม็น” ที่ Ninamori เขียนใน http://ninamori.blogspot.com/2007/12/21.html ก็ยิ่งสะท้อนใจ เพราะชวนให้นึกถึงความนัยหลายอย่างเกี่ยวกับ เฟรด เคเลเม็น และผลงานของเขา ที่ยากจะลงบันทึกไว้ได้หมด บางอย่างที่เขาพูดนั้นช่างคมคายชวนขนลุกทีเดียว (ฮ่า อย่าเพิ่งอ้วก ยังโอเวอร์ไม่จบ)

เมื่อครั้งแรกชวนให้เขามาเปิด Masterclass 4 วันในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผมเขียนถึงเขาว่า ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้เขา “เสียเวลา” อยู่ต่ออีกหลายวัน แต่คำตอบของเขานั้นหรือ :

My presence in Bangkok does for sure not take time from me, it gives me time.

ที่น่าประทับใจเช่นกัน และทำให้ผมอดอมยิ้มไม่ได้ทุกทียามที่ย้อนนึกถึง คือเมื่อจัดงาน Masterclass วันแรกที่สถาบันเกอเธ่ หนึ่งในคนดูหนังที่เดินทางมาแต่หัววัน บอกกับผมว่า ที่เขามางานนี่ ไม่ใช่เพราะเขาชอบหนัง Fallen ของ เฟรด เคเลเม็น หรือเรื่อง The Man from London (ที่ เฟรด เป็นตากล้อง ให้ เบล่า ทาร์) ซึ่งฉายไปในงาน World Film หรอกนะ หากแต่เพราะเขาประทับใจในการตอบคำถามและคำพูดของ Fred Kelemen หลังหนังจบต่างหาก เพราะเหตุนี้ก็เพียงพอให้คนดูหนังคนหนึ่งสนใจติดตามดูผลงานหนังของ เฟรด เคเลเม็น ทุกเรื่อง รวมถึงผลงานละครเวทีเรื่อง Desire ที่เราฉายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


นี่พอยืนยันได้ไหมว่าต่อให้ฝีมือไม่เข้าตากรรมการ แต่ฝีปาก (หวาน)ของเขานั้นซ่านทรวง

12/12/07

อำลา คาร์ลไฮนซ์ สต็อคเฮาเซ่น

อำลา คาร์ลไฮนซ์ สต็อคเฮาเซ่น
Karlheinz Stockhausen
ปรมาจารย์ดนตรีแห่งศตวรรษที่ 20 เสียชีวิตแล้ว

แม้หูหางยังต่ำต้อย ไม่อาจอวดอ้างเป็นแฟนผลงานได้ถนัดปาก (นอกจากเคยสั่งซื้อหนังสือเข้าร้านดวงกมลเมื่อครั้งกระโน้น ก่อนต่อมาเอาไปฝากคุณ Bob Halliday) แต่อย่างไร ก็ขอบันทึกไว้ ณ ที่นี้ว่า คาร์ลไฮนซ์ สต็อคเฮาเซ่น - เกจิแห่งโลกดนตรีล้ำยุคชาวเยอรมัน ตายเสียแล้วด้วยอาการหัวใจวาย เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา

อิทธิพลของ สต็อคเฮาเซ่น ต่อผลงานข้ามสายพันธุ์แนวคลาสสิก-อวองการ์ด ต้องนับเขาคนนี้เป็นหัวหลักสำคัญไม่แพ้ จอห์น เคจ (John Cage) เพราะกว่า 350 บทดนตรีที่ไม่เน้นท่วงทำนองของเขา สร้างอิทธิพลต่อศิลปินมากมายหลายหลาก ตั้งแต่ คลาสสิก (Igor Stravinsky, Franco Evangelesti, Andrej Dobrowolski, Glenn Gould) แจ๊ซ (Miles Davis, Herbie Hancock, Charles MIngus) ป๊อป-ร็อค (ตั้งแต่ Björk ยัน Roger Waters หัวกะทิของวงร็อค Pink Floyd, วง Kraftwerk และวง Sonic Youth เท่านั้นยังไม่หนำใจ สต็อคเฮาเซ่น ขอไปปรากฏหน้าในปกแผ่นเสียงชุด Sgt. Peppers Lonely Hearts Club Band ของวง The Beatles)

นอกจากนั้นชื่อของ สต็อคเฮาเซ่น ยังไปอาละวาดในงานวรรณกรรมด้วย เช่น ฟิลิป เค. ดิ๊ค (Philip K. Dick) นักเขียนแนวไซ-ไฟนามกระเดื่อง เคยเอ่ยถึงเขาในนิยายเรื่อง Flow My Tear, The Policeman Said หรือในงานการ์ตูนชื่อดัง Watchmen ของ Alan Moore นี่ยังไม่นับการเอ่ยถึงในงานเรื่อง Pinball ของ Jerzy Kosinski หรือ The Dead Father ของ Donald Barthelme รวมทั้งงาน The Crying of Lot 49 ของปรมาจารย์โพสต์โมเดิร์น Thomas Pynchon

In Absentia หนังแอนิเมชั่นของพี่น้องฝาแฝด Brothers Quay ก็เช่นกันที่ใช้ดนตรีของ สต็อคเฮาเซ่น ได้อย่างเหมาะสมที่สุด

วันนี้แม้ไม่อยู่ แต่ลูกศิษย์ลูกหาของเขาหลายคนทีเดียวที่กลายเป็นอาจารย์และนักดนตรีคนสำคัญ

ในนามของจินตทัศน์แห่งศิลปะ ไม่มีคำว่า “คำตอบ”, “ถูกต้องที่สุด” หรือ “ผู้ชนะ”


ในนามของจินตทัศน์แห่งศิลปะ ไม่มีคำว่า “คำตอบ”, “ถูกต้องที่สุด” หรือแม้กระทั่ง “ผู้ชนะ”

"The purpose of art is to lay bare the questions which have been hidden by the answers." – James Arthur Baldwin

"The most beautiful thing we can experience is the mysterious. It is the source of all art and science." – Albert Einstein

"Art is an invitation to live." – J.P. Carpio


ก้นร้อนไปไย หาก เบน แอนเดอร์สัน (Benedict Anderson) ไม่นึกถึงชื่อบรรดาลูกศิษย์คนโปรดสาขางานวิชาการ-ประวัติศาสตร์ ก่อนหน้าชื่อของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (แสงศตวรรษ / สัตว์วิกาล) ในฐานะผู้นำทางวัฒนธรรมและ “อัจฉริยะ” นักทำหนังคนโปรด

ไม่น่าแปลกใจเลย เพราะนอกจากบทบาทของนักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ชั้นนำแล้ว เบน แอนเดอร์สัน ยังเคยเป็นบรรณาธิการหนังสือรวมงานวรรณกรรมไทยในภาษาอังกฤษชื่อ In the Mirror: Literature and Politics in Siam in the American Era ที่พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ ดวงกมล ในปี 1985 (ซึ่งผู้ช่วยคัดเฟ้นเรื่องสั้นในชุดนี้ก็คือบรรณาธิการเครางาม-สุชาติ สวัสดิ์ศรี นั่นเอง)


ออร์ฮาน พามุค (Orhan Pamuk) นักเขียนรางวัลโนเบลปี 2006 เคยเขียนในหนังสือรวมบทความชื่อ Other Colours ของเขาว่า
“ในฐานะของผมซึ่งเป็นนักเขียน ต่อให้ผมได้อะไรจากการศึกษาทฤษฎีมากแค่ไหน หรือทึ่งกันมันมากเท่าไร แต่บ่อยครั้งผมก็อดไม่ได้ที่จะทำตัวอยู่ห่าง ๆ จากเจ้าทฤษฎีเข้าไว้.....เพราะต่อให้ทฤษฎีที่เลอเลิศ ชวนเชื่อและมีผลกระทบลึกซึ้ง สุดท้ายมันก็ยังเป็นแค่ทฤษฎีของคนอื่น แต่ไม่ใช่ของเรา แต่เรื่องราวที่ดีเยี่ยมกระทบใจเราและชวนศรัทธาจริง ๆ นั้น สุดท้ายก็จะกลืนรวมเป็นของเราเอง เรื่องราว ตำนานเก่าแก่โบราณทั้งหลายส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้ ไม่มีใครจำได้หรอกว่าใครเป็นผู้เล่าก่อนเป็นคนแรก เราลบความทรงจำทุกอย่างเมื่อครั้งเรื่องเล่านั้นถูกถ่ายทอดออกมาครั้งแรก หนำซ้ำในแต่ละครั้งที่เรื่องราวถูกนำมาเล่าขานใหม่ เราก็ฟังมันเหมือนกับเมื่อคราวที่ได้ยินได้ฟังครั้งแรก (ต่อจากนั้น พามุค ยกตัวอย่างตำนานโบราณที่ถูกเล่าขาน-ตีความแตกต่างกันไปในหลายยุคสมัย.......)”

พามุค เสริมด้วยว่า
“ถ้าในความฝันของคุณนั้น คุณได้พบสวนแห่งหนึ่ง บางทีสวนนี้อาจจะเป็นสวนที่ขึ้นอีกฝั่งของกำแพงสูง ทำให้คุณไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิตนี้ เหตุนั้นจึงมีวิธีเดียวที่เราจะจินตนาการถึงสวนที่ไม่เคยเห็นก็คือบอกเล่าเรื่องที่ชวนให้คุณประหวัดนึกถึงความหวังและความกลัว”


(ภาพประกอบของ เบน แอนเดอร์สัน จากนิตยสาร “โลกหนังสือ” ของสำนักพิมพ์ดวงกมล – สุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นบรรณาธิการ)

Our Beloved Fred Kelemen in Bangkok


อ่านการผจญภัยของ Fred Kelemen ในเมืองสยาม โดยไม่ต้องหวั่นใครหมั่นไส้ได้ที่นี่เลยเจ้าค่ะ

ประวัติศาสตร์ส่วนตัว ของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ทัวร์ภูเก็ต

ประวัติศาสตร์ส่วนตัว ของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี:จิตรกรรมวีดีทัศน์ และหนังทดลองทัวร์ภูเก็ต
บทความโดย FILMSICK

เราหลายคน อาจรู้จัก สุชาติ สวัสดิ์ศรี ในฐานะเสาหลักของแวดวงวรรณกรรมไทย เขาคือนักอ่าน นักเขียน จากยุค 6 ตุลา อดีต กองบรรณาธิการ และ บรรณาธิการ นิตยสาร สังคมศาสตร์ปริทัศน์ นิตยสารว่าด้วย การเมืองและสังคม เล่มสำคัญ ที่มีผู้ตั้งต้น คือ ส. ศิวรักษ์ สุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นสมาชิกหนึ่งในกลุ่มพระจันทร์เสี้ยว (ซึ่งนอกจากเขา ยังมี เพื่อนในกลุ่ม อย่าง สุรชัย จันทิมาธร และ วินัย อุกฤษฎ์ ) ซึ่งเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก ก่อนที่เหตุการณ์ 6 ตุลา จะทำให้ทุกคนแตกกระสานซ่านเซ็น

จนเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป สุชาติ สวัสดิ์ศรี กลับมาเป็นบรรณาธิการให้กับ หนังสือ โลกหนังสือ นิตยสารว่าด้วยแวดวงวรรณกรรม และในที่สุดคลี่คลายมาเป็น ช่อการะเกด หนังสือรวมเรื่องสั้นรายสามเดือนที่เคยสร้างจุดตั้งต้นของนักเขียนอย่าง กนกพงศ์ สงสมพันธ์ ไปจนถึง วินทร์ เลียววาริณ
หลังจาก ช่อการะเกด ปิดตัวลงไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว สุชาติ สวัสดิ์ศรี ยุติบทบาทเชิงวรรณกรรม ลงไป ด้วยข้อสงสัยในความมีอยู่ของ –พลังวรรณกรรม-

หลังจากนั้น สุชาติ สวัสดิ์ศรี หันมาทำงานศิลปะเต็มเวลา และในที่สุด ในปี 2549 เขาหันมา ทำหนังทดลอง จากชื่อชั้นของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ทำให้หลายคนรอคอยจะได้ชมงานหนังทดลองของเขา เพราะแม้จะเป็นเพียงการเริ่มต้น (เช่นเดียวกับเด็กนักศึกษา) แต่ในฐานะผู้ทำงานศิลปะต่อเนื่องยาวนาน มันต้องไม่ใช่การเริ่มต้นที่เลวร้ายแน่ๆ และนี่คือผลงานทั้งหมดของเขาในชุดนี้ประกอบด้วย หนังสั้น 13 เรื่อง และ นิยายทัศนศิลป์ สองเรื่อง

โดยในส่วนของนิยายทัศนศิลป์นั้น มันคือการเขียนนิยายเรื่องหนึ่งโดยใช้ภาพวาด แทนตัวหนังสือ เล่าเรื่อง นิยายทัศนศิลป์สองเรื่องนี้ประกอบด้วย เรื่อง ครั้งหนึ่งครั้งนั้นในใจข้า และ อาณาจักรแห่งเงา ซึ่งเป็นภาพที่วาดด้วยเกรยองบนสมุดเย็บติดกันเป็นเล่ม นับพันภาพ โดยแบ่งตอนด้วยข้อความ ภาพคือเนื้อหา และข้อความคือกุญแจในการเชื่อมร้อย เอื้อให้ผู้ชมสร้างเรื่องเล่าส่วนตัวขึ้นมาเองจากภาพที่เห็นในส่วนของหนังทดลอง สุชาติ สวัสดิ์ศรี เลือกทำหนังที่ดูเป็นส่วนตัวมาก ๆ

หนั้งสั้นของ เขา เริ่มต้นจากภาพซึ่งมองจากมุมของศิลปิน มันเริ่มจากความงาม เขาคว้าจับความงามโดยอาศัยกล้อง ประสานร่วมกับความทรงจำส่วนตัว แล้วค่อยแสดง –ความงาม-ออกมา โดยละทิ้ง หรือกดให้เรื่องเล่าลดความสำคัญลงไปอยู่ในระดับสุดท้าย

ใน ห้องเสน่หา (IN THE LIGHT OF LOVE) หนังเปิดเรื่องด้วยภาพของแสงเทียนเรื่อเรือง แล้วละลายกลายเป็นแสงไฟที่สาดไล่ไปตามชั้นหนังสือ ท่ามกลางความมืด วงแสงแห่งสันหนังสือวิ่งเล่นเริงระบำไปบนจอ แวะพักบางจุดแสดงถ้อยคำอย่าง DREAMS หรือ DESTRICTED หรือ ช่างวรรณกรรม ซ้อนทับด้วยภาพคู่ของคนคู่หนึ่ง และทั้งหมดบังเกิดขึ้นใน ‘ห้อง’ อันเต็มเปี่ยมไปด้วย ‘เสน่หา’ ส่วนบุคคลของผู้กำกับ นั่นคือ วรรณกรรมและครอบครัว ภาพอันกำเนิดจากแสงแห่งความรัก ดังชื่อภาษาอังกฤษ



สเริงระบำดำรู (DANCING MOON) หนังอุทิศให้กับสองนักเขียนเรื่องรักเรื่องใคร่ผู้ยิ่งยงแห่งวงการวรรณกรรมอย่าง ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ และ อุษณา เพลิงธรรม โดยชื่อเรื่องมาจากชื่อของหนังสือเล่มหนึ่งในชุดใหญ่ ของ อุษณา เพลิงธรรม ที่เน้นไปทางเรื่องอีโรติค ตัวหนังสือนั้น ก็ตามความหมายแปลตามคำนั่นเอง ภาพนิ่งของความเคลื่อนไหวแห่งแสงจันทร์ หนังใช้ภาพถ่าย วาดกล้อง โดยมีดวงจันทร์ เป็นแหล่งกำเนิดแสง เกิดเป็นเส้นสีขาว เริงระบำในจังหวะตัดภาพตามจังหวะเป่า TRUMPET ของ MILES DAVIS ว่ากันว่าในทางหนึ่ง หนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึง ภาพลายเส้นที่ใช้เป็นปกเมื่อครั้งแรกตีพิมพ์ นั่นเอง *

ความลับในสวนศรี (SECRET GARDEN) ภาพสะท้อนกระจกในวงแสง ภาพซ้ำๆ เสมือนถ่ายผ่านกระจกที่แบ่งเป็นช่อง ปรากฏเป็นภาพซ้ำๆ ต่อเนื่องสร้างเป็นริ้วลายใหม่ ๆของสวนหลังบ้าน ของเขาเอง

ฝนโปรยคำ (AFTER THE RAIN FALL) กล้องพาเราไปเขม้นมองเม็ดฝนที่เกาะอยู่บนจอกแหน ภาพของเม็ดฝนบนพื้นเขียวและการวาดกล้องราวกับการเดินทางลึกเข้าไป ถอยออกมา เคลื่อนขึ้นและลง ในเสียงดนตรีที่ฟังราวเสียงฝน ฝนโปรยแล้ว ส่วนคำนั้น ผู้ชมจำต้องคิดขึ้นในหัวเอง

กัลปาวสาน (THE LONG SILENCE) หนังอุทิศให้กับ เรืองอุไร –กรุณา กุศลาลัย อาจารย์ผู้แปลงานของ รพินทรนารถ ฐากูร สู่นักอ่านชาวไทยมาช้านาน แลตัวหนังนั้นเปิดตัวด้วยถ้อยคำเกี่ยวกับความตายจากหนังสือ คีตาญชลี ภาพที่เห็นปรากฏคือภาพฉายของใบหน้ารูปสลักอันอ่อนโยน วิบไหวในแสงแดดบ่าย จากมุมใกล้ มุมไกล ซ้อนภาพซ้ำเป็นริ้วลาย ท่ามกลางความเงียบอันสุขสงบ รูปปั้นในทางหนึ่งดูคล้ายพระพุทธรูปหรือการนิพพาน แต่ในทางหนึ่งมันก็ดูคล้ายร่างคนตาย ร่าง(หรือจิต) ที่เคยเคลื่อนไหวตลอด กลับสงบนิ่งลงแล้ว มีเพียงโลกเบื้องนอกที่ยังคงวิบไหวไปเช่นนั้น เป็นการเชื่อมโยงความตายเข้าไปสู่ภาวะอันเป็นนิรันดร์ และเป็น กาลอวสานของชีวิต

ข้างในกับข้างนอก (JOURNEY TO THE END OF THE NIGHT) ภาพตัดสลับระหว่าง แสงสีขาวเรื่อเรืองเบลอพร่าในความมืด กับภาพถ่ายจากท้ายขบวนรถไฟในยามอรุณรุ่ง ตัดสลับ ข้างในอันมืดมิด กับข้างนอกอันคือรุ่งอรุณ

ผู้แคะเนื้ออกจากเหล็ก (THE BODY GATHERER) หนังสั้นสุดหลอนในความยาวสองนาทีเศษ ตัดสลับภาพจากหนังของ STAN BRAKHAGE เจ้าพ่อหนังทดลองชาวอเมริกัน และ ถ้อยคำจาก “ บทเพลงของชายผู้แคะเนื้ออกจากเหล็ก “ ของผู้กำกับเอง ภาพสีช้ำ กับเสียงที่เมื่อเปล่งออกมาจะไม่หายไป ราวกับกักเก็บให้ก้องสะท้อนไปมาในกล่อง ก่อบรรยากาศหลอกหลอนเข้มข้น นับเป็นหนังที่ให้อารมณ์หนักหน่วงกว่าหนังเรื่องใดในชุดนี้

ฝันร้ายในคืนฤดูร้อนของหนังสงคราม ไทย- อเมริกัน (MIDSUMMER NIGHTMARE THAI AMERICAN MOVIE) หนังเริ่มต้นจากภาพของหนัง PREDATOR ของ อาร์โนลด์ ชวาร์ซเซเน็กเกอร์ รัวกระสุน อย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่จะตัดไปสู่ภาพฟิล์มเลอะสีของหนัง STAN BRAKHAGE คลอด้วยเสียงเล่าของชายคนหนึ่งที่ถูกยิง ย้อนแย้งความเร้าใจในโรคบ้าสงครามของหนังอเมริกันได้อย่างน่าสนใจ เสียงเล่าความเจ็บปวดถูกยืดออกจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ และกลับมาชัดเจนในประโยคสุดท้าย สะท้อนข้อความสำคัญ ซึ่งส่งต่อให้ขยายความในหนังเรื่องต่อไป

ไม่มีอะไรให้ดู (DON’T EVEN THINK ABOUT IT!) สารภาพโดยความสัตย์ หนังเรื่องนี้อาจจะเป็นหนังที่ผมชอบที่สุดในรอบปีนี้ ตัวหนังคือภาพปะติดของเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับการเมืองไทย นับจาก คณะราษฎร์ประการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไปจนถึง 19 กันยา 49 ภาพร่างคร่าวคล้ายสารคดีพิมพ์นิยม ที่สะท้อนอุดมการณ์การเมือง แบบเหน็บแนม ความเป็นประชาธิปไตยแบบไทย หากแต่มันน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเราพิจารณา ภาพจากข่าวเหล่านั้นประกอบร่วมกับเสียงดนตรีพื้นหลัง ซึ่งทำหน้าที่ย้อนแย้งกันอยู่ ภาพในหนังคือความเป็นจริง และเสียงที่เราได้ยิน หากตระหนักถึงบทเพลง เราจะพบว่า มันคือกระแสสังคมที่เป็นไป หรือกล่าวอย่างง่ายมันคือการครอบงำภาพด้วยกระแสเสียง อันถูกทำให้เป็นอุดมการณ์ มวลชน ! (ยกตัวอย่างง่ายๆ ภาพการปราบปรามนักศึกษาเมื่อครั้ง 6 ตุลา ใช้เพลงประกอบเป็น เพลง หนักแผ่นดิน ! เพลงคลั่งชาติ ที่สะท้อนอุดมการณ์ที่รัฐพยายามจะบอกให้เชื่อว่านักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ นำมาสู่การปราบปรามอย่างไร้ปราณีในเช้าวันนั้นราวกับว่าไม่ใช่มนุษย์! ) และหากนี่คือบันทึกประวัติศาสตร์ หนังเสียดสีอย่างรุนแรงในบางฉากเมื่อหนังขึ้นข้อความ ตัดต่อความทรงจำ ไว้อาลัยแด่ผู้ล่วงลับ แล้วเฟดหน้าจอเป็นสีบางสี สะท้อนภาพความอีหลักอีเหลื่อ ปิดบังซ่อนเร้นของประวัติศาสตร์ไทย ที่หลายเรื่อง (โดยเฉพาะเรื่องที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้)ยังมีความลึกลับดำมืด ซ่อนเร้นอยู่ และคนทั้งประเทศ ยินดี ตัดต่อความทรงจำของตน! หนังจบภาพด้วยพวงหรีดไว้อาลัยให้กับระบอบประชาธิปไตย และประชาชนผู้ทนทุกข์ก้มหน้าติดดิน โดยส่วนตัวนี่คือหนังการเมืองที่รุนแรงที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่ผมเคยดูมา

แน่นอน ไม่อะไรให้ดู นอกจากรูและความเปลี่ยนแปลง ตลอด 75ปี อันล่วงผ่าน สิ่งที่ใฝ่ฝันนั้น อย่าฝันเลย! (DON’T EVEN THINK ABOUT IT) และนี่คือหนังที่มอบแด่ ส.ศิวรักษ์


มนัส เศียรสิงห์ (“RED” AT LAST) หนังเรื่องสุดท้ายในชุดที่ว่าด้วยการเมือง หนังเล่าเรื่องของชายชื่อ มนัส เศียรสิงห์ ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลาอาศัยภาพจากเหตุการณ์จริง ตัดต่อเข้ากับเรื่องเล่า และ คำให้สัมภาษณ์ของผู้อยู่ในเหตุการณ์ โดยส่วนตัวนี่คือหนังที่มีเรื่องราวที่สุดและเข้าถึงง่ายที่สุดในชุดด้วยเทคนิคแบบง่ายและดั้งเดิม แต่ที่สำคัญ ส่งสารได้อย่างทรงพลัง RED ในชื่อภาษาอังกฤษ ไม่ได้หมายความเพียง ชื่อเล่น ของมนัส แต่ยังหมายถึงสีเลือด ที่มาถึงในท้ายที่สุด!

บทเพลงแห่งความรื่นรมย์ (SONG OFJOY) เป็นหนังส่วนตัวที่เปิดตัวด้วยเสียงสายฝนแล้วเลือนไปสู่ร่างเปลือยเปล่าของหญิงสาว ตัดสลับกับภาพของ คิงคอง ในหนังเรื่อง KING KONG ของ PETER JACKSON กลายเป็นหนังอีโรติค ที่พูดถึงเพศชายผู้หยาบเถื่อน และ เพศหญิงที่นุ่มนวลอ่อนโยน บทเพลงแห่งความรื่นรมย์ไม่ใช่อื่นใดนอกจากเพลงรักของหญิงชายนั่นเอง หนังดูคล้ายบันทึกความหวามไหวในวัยเด็กที่เขามีต่อสตรีเพศ

แม่ไม้ (THE GIVNG TREE) นี่คือการตีความเรื่องเล่าเรื่องดังของ SHEL SILVERSTEIN ใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้กลายเป็นเรื่องของแม่ ผู้กำกับให้คุณ ศรีดาวเรือง ซึ่งเป็นภรรยาของเขา นั่งเล่าเรื่องTHE GIVING TREE บนตอไม้ และเปลี่ยนเด็กชายให้เป็นเด็กสาว หากต้นไม้คือแม่ เด็กสาวก็กลายเป็นแม่ และแม่อันเป็นผู้ให้ ต้นไม้ในสวนหลังบ้านกลายเป็นต้นไม้ที่มีชีวิตจิตใจ ภาพหญิงผู้หนึ่งผูกผ้าปิดตาโอบกอดแม่ไม้ สะท้อนภาพของลูกผู้เอาแต่ทำร้าย และมืดบอด ขณะเดียวกันยังสะท้อนภาพแม่ผู้เป็นผู้ให้อีกด้วย

บนเส้นทางขนานคู่ (TO EVERYTHING THERE IS A REASON) หนังสั้นเรื่องสุดท้ายในชุดที่ฉายภาพจากสารคดีให้เห็นความงามในธรรมชาติ ที่งดงามยิ่งกว่าภาพเขียนใดๆ ประกอบเพลง TURN TURN TURN ที่มีเนื้อหาว่าด้วยวันเปลี่ยนเวียนหมุนไป เป็นหนังสั้นที่สวยที่สุดในชุดนี้หากมองหนังสั้นชุดนี้แยกเป็นเรื่อง เราอาจรู้สึกว่าบางเรื่องแทบจะไม่มีแก่นสารอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้จับต้อง ถึงขั้นเป็นเพียงการคว้าจับภาพประหลาด มาทดลองด้วยดวงตาอันเยาว์วัย ที่ใคร่รู้ว่าหากนำภาพเช่นนี้มาตัดต่อขึ้นเป็นภาพเคลื่อนไหวจะเป็นเช่นไร

แต่แน่นอน สายตาเช่นนั้น เมื่อมองจากชื่อและชั้น ย่อมต้องเลือกคัดเอาเนตรวิถีที่น่าสนใจ สวยสดงดงามออกมาเล่าอย่างไรก็ดี เมื่อมองการเรียงลำดับของหนังทั้งหมดร้อยเป็นชุดเดียวกัน เรากลับพบว่าหนังเหล่านี้ ทำหน้าที่เป็นหน่วยย่อยในการเล่า – ประวัติศาสตร์ส่วนตัว- ผ่านรูปแบบ –ห้วงคำนึง- อันรางเลือน และรื่นรมย์เราอาจแบ่งช่วงของหนังเสียใหม่ โดยเริ่มต้นช่วงแรก จาก ‘ห้องเสน่หา’ ไปสิ้นสุดที่ ‘ข้างในกับข้างนอก’ หนังทั้ง 6 เรื่องนี้ ดูยากเต็มไปด้วยภาพที่ไม่เล่าเรื่อง คล้ายแนวคิดเชิงนามธรรม แต่โดยส่วนตัว ผมพบว่านี่คือ ภาพสะท้อน ความเยาว์วัยของตัวศิลปินเอง (ในหนังชุดนี้ คุณ สุชาติ แทนหนังตัวเองด้วยคำว่า ‘จิตรกรรมวีดีทัศน์’ นั่นหมายความว่าในทางหนึ่งมันคืองานจิตรกรรม ที่อาศัยจอหนังและความเคลื่อนไหวต่างเฟรม) เป็นการเล่าเรื่อง ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็น การงานอันเป็นที่รัก (ห้องเสน่หา , ฝนโปรยคำ ) สิ่งที่รักนั่นคืองานวรรณกรรม (สเริงระบำดำรู , กลัปาวสาน) คนรัก (ห้องเสน่หา, ความลับในสวนศรี) จวบจนกระทั่งมาจบที่ข้างในกับข้างนอก หากหนังชุดต้นทั้งหมด คือ – ข้างใน - ชุดต่อมาก็คือ - ข้างนอก -ผู้แคะเนื้อออกจากเหล็ก อึงอลด้วยเสียงของเมือง และบอกเล่า เรื่องราวนอกตัวศิลปิน ก่อนที่ ‘ฝันร้ายในคืนฤดูร้อน ฯ’ โยงใยไปสู่ประเด็นคำถามเกี่ยวกับสงครามและส่งลูกต่อให้กับ ‘ไม่มีอะไรให้ดู’ และ ‘มนัส เศียรสิงห์’
อันแสดงทัศนะทางการเมืองของศิลปินอย่างเข้มข้น และรวดร้าว เฉกเช่นผู้ผ่านทางมา และถูกต้องหนามไหน่ในหนทางมาแล้ว มองย้อนกลับไป (ต่างจากมุมมองในขณะนั้นของนักทำหนังสั้นไทยหลายคน ที่เล่นประเด็นการเมืองได้น่าสนใจ)


(2 ภาพบนจาก มนัส เศียรสิงห์ - ภาพล่างคือภาพบันไดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จาก มนัส เศียรสิงห์)

ในขณะที่หนังชุดสุดท้าย คืนคลายไปสู่ภาวะสงบนิ่ง บทเพลงแห่งความรื่นรมย์ ย้อนรำลึกถึงฝันหวานเยาว์วัยในลักษณะการถวิลหา อดีตอันรัญจวน และอบอุ่น (ในส่วนนี้ทำให้นึกถึง ‘สเริงระบำดำรู’ ที่รัญจวน ใจยิ่ง) ในขณะที่ ‘แม่ไม้’ อาศัยเรื่องเล่าของผู้อื่นในการคลี่คลายมุมมองที่มีต่อโลก ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องเล่าอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ดูเหมือนไปไกลกว่า
ในขณะที่ ‘บนเส้นทางคู่ขนาน’ คือบทสรุปของหนังทั้งหมดที่ได้ดูมา เมื่อศิลปินค้นพบว่า ที่แท้อาจคือความว่างเปล่า อาจคือฤดูกาลอันหมุนไหมไม่สิ้นสุดเท่านั้นน่าทึ่งที่หนังทดลองของ คุณสุชาติ เต็มไปด้วยความหนุ่มสาว ที่มีหัวใจใฝ่ทดลองความเป็นไปได้ของภาพและเสียง มากกว่า ที่จะเป็นหนังนิ่งๆ ของคนผ่านชีวิตมานาน แม้การทดลองหลายครั้งไม่ได้ประสบผลสำเร็จยอดเยี่ยม และเป็นส่วนตัวจนเข้าถึงยาก ยิ่งหากฉายให้คนที่ไม่รู้จักตัวคุณ สุชาติ มาก่อนเลยได้ชมก็อาจได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างแบบสุดขั้ว แต่โดยรวมนี่เป็นหนังทดลองชุดที่น่าตื่นตา จากคนทำที่ยังคงน่าตื่นเต้นในความไม่หยุดนิ่ง จนเมื่อดูจบแล้ว อดตั้งคำถามกลับไปยังนักทำหนังหนุ่มสาว ถึงความกล้าคิดกล้าทำ กล้าจะแสวงหาหนทางใหม่โดยไม่ต้องหวั่นกลัวเพื่อไปให้ไกลกว่ากับดักที่ตัวเองสร้างขึ้น

ปล. ไม่มีอะไรให้ดู เป็นหนังที่ผมชอบที่สุดในปี 2550 นับจากเดือนมกราคมจนถึงปัจจุบัน ครับ·

ขอบคุณ ข้อมูลจาก วันเสาร์ เชิงศรี
หมายเหตุ: บทความนี้เขียนขึ้นเนื่องในการจัดฉายหนังทดลองและวีดีโอ อาร์ตของสุชาติ สวัสดิ์ศรี เมื่อวันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม 2550 ที่ Bookhemian Cinematheque ของร้านหนัง(สือ)๒๕๒๑ จัดพร้อมการเสวนา -จักรวาลวิทยาของสุชาติ สวัสดิ์ศรี โดย กลุ่มนักเขียนภูเก็ต และและอาจารย์จาก คณะนิเทศศาสตร์ ม.ราชภัฏภูเก็ต

โปรแกรมหนังทดลองชุดนี้ได้จัดฉายอีกครั้ง พร้อมการร่วมสนทนากับ สุชาติ สวัสดิ์ศรี เมื่อวันศุกร์ที่ 26 ตุลาคมศกนี้ เวลา 13.00 น. และวันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม 2550 เวลา 17.30 น. โดยเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลหนัง World Film Festival of Bangkok ครั้งที่ 5 ที่โรงภาพยนตร์ Esplanade
ย้อนอ่านบทความ ศิลปวิถี: จากบทร้อยกรองสู่หนังทดลอง ของ สุชาติ สวัสดิ์ศรีของ กัลปพฤกษ์ ที่ http://www.onopen.com/2007/02/1428
เพิ่มเติมเกี่ยวกับ โลกหนังสือ และร้านหนังสือ ดวงกมล ของ สุข สูงสว่าง ยุคปัจจุบันได้ที่
บทความโดย Filmsick

12/7/07

แฟนตาซีมืด

ทำไมหนังแฟนตาซีฝรั่งมักจะทำให้ภาพนักแสดงดูแบน ๆ บนแบ็คกราวนด์ ขาดความลึก คล้ายภาพ virtual digital มากกว่านักแสดงตัวจริง
แถมหนังฮอลลีวู้ดมักทำโทนสีเกรดดิดิ้งอยู่แค่โทนมืดไม่กี่สี น้ำเงิน เทา ดำ น้ำตาลเป็นหลัก ต่างจากหนังแฟนตาซีญี่ปุ่นแบบอสูรน้อย Kitaro ที่ส่วนใหญ่สว่างสดใส

เข้าใจแหละว่าฝรั่งมันอากาศมันเย็นกว่า แดดน้อยกว่า เนื้อเรื่องมันจริงจังกว่า หรือเป็นขั้วโลกประมาณนั้น แต่มันเป็นแบบนี้ทุกเรื่องหรือเปล่า

ใครช่วยชี้แจงได้บ้าง

ศาลาเฉลิมรักษ์ ตอนตำนานของ Omega Man

ศาลาเฉลิมรักษ์ ตอนตำนานของ Omega Man

I am Legend ของ วิล สมิธ จะเข้าฉายแล้ว!

อ่านเกี่ยวกับนิยายปี 1954 ของ ริชาร์ด แมธธีสัน เพิ่มเติมได้จากบทความของ อลงกรณ์ คล้ายสีแก้ว จากนิตยสาร Filmax ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2550

I am Legend เคยสร้างเป็นหนังปี 1964 มาแล้วในชื่อ The Last Man on Earth นำแสดงโดย วินเซนต์ ไพรซ์ (สัญลักษณ์ของนักแสดงแนวสยองขวัญจากหนังชุด เอ็ดการ์ อลัน โปของ โรเจอร์ คอร์แมน จนถึง Edward Scissorhands ของ ทิม เบอร์ตั้น) ส่วนภาพที่นำมาลงนี้เป็นอีกเวอร์ชั่นหนึ่งในปี 1971 ชื่อ The Omega Man ฉบับนี้นำแสดงโดย ชาร์ลตั้น เฮสตั้น ที่เกือบตลอดเรื่องต่อสู้กับฝูงซอมบี้ครองเมืองแบบข้ามาคนเดียว โดยตระเวนไล่ยิงอย่างเมามันในเมืองร้าง ที่ตลกไม่ออกคือสามสิบกว่าปีต่อมาเขาโดน ไมเคิล มัวร์ ดักสัมภาษณ์ใน Fahrenheit 9/11 เรื่องสนับสนุนการพกปืนและใช้ความรุนแรง

The Omega Man
ชื่อไทย มนุษย์โอเมก้า
ฉายที่ โรงหนังฮอลลีวู้ด
คำโฆษณาในหนังสือพิมพ์สมัยเก่าเขาเขียนว่า
“โลกร้างมนุษย์ เหลือเขาอยู่คนเดียว แสนขมขื่นว้าเหว่ ต้องทนอยู่กับอมนุษย์ เผ่าพันธุ์ใหม่ ผู้ซ่อนหน้าในความมืดอันเป็นผลจากสงครามล้างโลก โชกโชนด้วยการประหัตประหาร ล้างผลาญ ลับล่อ ทรมาน”

มีสปอนเซอร์รายใหญ่ของหนังเรื่องนี้ด้วย ตอนนี้ยังมีใครจำนาฬิกายี่ห้อดังชื่อโอเมก้าได้มั้ย (คลิ้กดูรูปนาฬิกาในโฆษณา)
เขาโฆษณาเพิ่มเติมว่า
“ต้อนรับตรุษจีนด้วยหนังยอดสนุก ถ้าฟลุ๊กอาจได้ “โอเมก้า” ไปผูกข้อมือฟรี ดูรายละเอียดที่โรงภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด เพิ่มรอบเช้า เสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์"

ศาลาเฉลิมรักษ์ ตอน White Christmas

White Christmas
ไวท์ คริสต์มาส - หนังคริสต์มาสรวมเพลงของ เออร์วิ่ง เบอร์ลินปี 1954 ร่วมด้วยดารานักร้อง Bing Crosby, Danny Kaye, Rosemary Clooney กำกับโดย Michael Curtiz จาก Casablanca

คำโฆษณาในหนังสือพิมพ์สมัยเก่าเขาว่าไว้ดังนี้
“ต้อนรับคริสต์มาสด้วยภาพยนตร์เพลงอมตะของยอดนักเพลง เออร์วิ่ง เบอร์ลิน
มนต์เพลงครื้นเครงที่อยู่ในห้วงดวงใจตลอดกาล....เรื่องหรรษาบันเทิง เริงอารมณ์ของทุกคนทุกวัย สดชื่นแจ่มใสสุกสกาวเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้า"
"ฉายที่ เฉลิมเขตร์ สถานมหรสพชั้นเลิศแห่งประเทศไทย ฉายในระบบ Vista Vision"

12/4/07

ปมด้อยของ sick people

ปมด้อยของ sick people

ไม่ต้องกลัวถูกกล่าวหาว่ามีปมด้อย หรือเป็น sick people หากคุณเป็นคนไทยและทะลึ่งไปรู้จักชื่อเหล่านี้ Humphrey Bogart, Charlie Chaplin, Eric Rohmer, Il Conformista, Pedro Almodovar, Marlene Dietrich, Billy Wilder, Frank Capra, Cary Grant หรือ James Stewart

คุยเรื่องหนังแบบเอกเขนกกับ fancyjoy’s Classic Movies ได้ที่นี่ (ภาษาไทย): http://fancyjoy.blogspot.com/

12/3/07

FRESH Video Art

Fresh: A Festival of International Video Art and Short Film
6-8 ธันวาคม 2007
ชมงานวีดีโออาร์ตเกากลีและวีดีโออาร์ตจากนานาชาติ พร้อมการแสดงดนตรีและเดินแบบ
ที่ Bangkok Code ถนนสาทรใต้ (ใกล้สถานีรถไฟฟ้าสุรศักดิ์)

จัดโดย ภาควิชาสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และBangkok Code
ข้อมูลเพิ่มเติมที่: http://www.arch.kamutt.ac.th/freshfestival หรือติดต่อ events@redekthai.com