Filmvirus Special*
แปลจากภาษาเยอรมันโดย เฉิดฉวี แสงจันทร์
พิมพ์ครั้งแรกที่นี่ นิมิตวิกาล - filmvirus

แวร์เนอร์ ชเรอเท่อร์ (หรือออกเสียง ชรือเตอร์) เป็นผู้กำกับเยอรมันที่อุดมไปด้วยความขัดแย้ง เพราะทั้งได้รับความศรัทธาอย่างสูงในเยอรมนี แต่ขณะเดียวกันก็เป็น 1 ในผู้กำกับเยอรมันที่ถูกมองข้ามบ่อยที่สุดในประเทศตัวเอง (ทำนองเดียวกับ Herbert Achternbusch, Helma Sander Brahms, Helke Sander, Robert Van Ackeren ฯลฯ) อีกทั้งยังเป็นคนทำหนังเยอรมันที่นานาชาติมีโอกาสได้ทำความรู้จักน้อยที่สุดคนหนึ่ง (อาจจะยกเว้นก็แต่ในฝรั่งเศส และญี่ปุ่นเท่านั้น) ต่อให้ใครต่อใครตั้งแต่ ไรเนอร์ แวร์เนอร์ ฟาสบินเดอร์, แวร์เนอร์ แฮร์โซก หรือกระทั่ง วิม เวนเดอร์ส ซึ่งเป็นหัวกะทิของ New German Cinema ต่างก็ยกย่องเขาเป็นเบอร์ต้น ๆ ของบรรดาคนทำหนังเยอรมัน ขนาดที่ ฟาสบินเดอร์ ยังเคยประกาศว่า คงมีสักวันที่โลกจะตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของ ชเรอเท่อร์
ชเรอเท่อร์ ทำหนังและกำกับละครโอเปร่าในลีลาสุดขั้ว แสดงออกทางสีสันอารมณ์อย่างสุดสวิง ห่างไกลจากความเป็นธรรมชาติอย่างที่สุด การบอกเล่าถึงหนังผิดประหลาดพิลึกพิลั่นของเขา โดยที่ผู้ชมไม่มีโอกาสรับรู้ด้วยตนเอง นั้นดูจะเป็นไปไม่ได้เลย
หลายคนอาจขลาดแขยงกล่าวว่าดั่งนั้นจะสรรมาหาประโยชน์ใด แต่นั่นแหละหนาคือ ทุกข์และกรรมของผู้อ่าน ฟิล์มไวรัส ที่ล้วนครั้งหนึ่งเคยประสบเคราะห์แสวงหนังหาชมยากจากหนังสือ ฟิล์มไวรัส เล่มก่อน ๆ แต่แล้วไง หนังเฒ่าทารก ฌอง-ลุคโกดาร์, ลามะอังเดร ( ทาร์คอฟสกี้) - หนุ่มเรื้อน จอห์น วอเตอร์ส หรือ มือกระบี่สันโดษ มิเคลันเจโล อันโตนีโอนี่ ก็มีดีวีดีให้เกลื่อนกลาด สุดแต่ใจใฝ่แสวง ขนาดหนัง เฟรด เคเลเม็น กับ นีน่า เม็นเคส ไม่มีออกแผ่น เพื่อนเราก็ยังอุตส่าห์ร่อนไอพ่นล่ำบิ๊กมาให้ชมถึงในโรงภาพยนตร์เอสพลานาดซีเนเพล็กซ์
บทสัมภาษณ์ แวร์เนอร์ ชเรอเท่อร์ (Werner Schroeter)โดย ดาเนียล ชมิด (Daniel Schmid)
(บทสัมภาษณ์นี้ประมาณปี 1980)
เป็นหน้าที่ทางสังคมของศิลปะหรือที่จะไม่เข้าหาสังคม แต่ต่อต้านสังคมหรือไม่ข้องเกี่ยวกับสังคมเลย พูดง่ายๆก็คือ หน้าที่ทางสังคมที่คุณกำลังทำอยู่นี้คือการที่จะต่อต้านสังคม หรือไม่ยุ่งเกี่ยวกับสังคมหรือ

......คือ ผมคิดว่ามนุษย์ทุกคนมีความปรารถนาที่จะแสดงออกถึงการโหยหาในชีวิตที่มีอยู่ของเขา ซึ่งจริงๆแล้วการโหยหาก็คือความปรารถนานั่นเอง...ผมเชื่อว่าความปรารถนาแต่ต้นของมนุษย์มีจุดหมายอยู่ที่ความรู้สึกในชีวิตที่เป็นสุขสนุกสนานหรืออะไรๆ แบบนั้น มันไม่ใช่เรื่องทางวัตถุ แต่มนุษย์จะใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข ถ้าการติดต่อมีสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่นเป็นไปได้ด้วยดี ในความหมายแท้ๆ และดั้งเดิมของคำว่า “สังคม” ผมจึงไม่เห็นว่าศิลปะเป็นเรื่องของการต่อต้านสังคม 
ผมเห็นศิลปะเป็นการจัดตั้งทางสังคมดังในกรีกโบราณ ผมเห็นศิลปะเป็นความวิบัติหายนะของการโหยหาที่ไม่เคยได้สัมผัสในชีวิต แต่ผมเห็นว่าอาชีพที่มีลักษณะสร้างสรรค์ก็เป็นศิลปะด้วยเหมือนกันสำหรับผม การสร้างถนน การประดิษฐ์เครื่องยนต์ การค้นพบเพนนิซิลินรักษาซิฟิลิสหรือโรคจากแบคทีเรียอื่นๆนับพันโรค ผมถือว่านั่นเป็นกระบวนการสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องกับสังคมเป็นที่สุด มันต้องแยกกันให้ออกระหว่างขอบเขตของงานทางสังคมที่จำกัดตายตัวแน่นอนตามความหมายของสังคมเรา และจินตนาการว่าสังคมมนุษย์ควรเป็นอย่างไรเป็นคำจำกัดความ 
และถ้ายึดเอาอย่างหลังเป็นเกณฑ์ ผมขอพูดว่าศิลปะผูกพันปนเปอยู่ในเรื่องราวทางสังคมเต็มที่ ดั่งอาชญากรรมที่เป็นการแสดงออกของความรู้สึกอัดอั้นตันใจในสังคมอย่างอาจหาญมากกว่าการซื้อรถเบ๊นซ์รวดเดียวสามคันอะไรแบบนั้น อย่างเช่นว่าถ้าผมตะโกนด่าใครสักคนว่า “ไม่เห็นหรือวะว่าเอ็งทำไม่เป็น ไอ้โง่” แล้วเขาฉวยมีดมาตัดคอหอยผมเข้า ผมจะถือว่านั่นเป็นการแสดงออกของชีวิตทางสังคมที่สำคัญมากกว่าการที่เขาจะไปเขกหัวลงเอากับลูกน้องหรือกับเมีย – ที่สอดคล้องกับสังคมแบบวัตถุนิยมที่ผัวเมียต่างเพศกัน
ผมเชื่อว่าปัญหาต่าง ๆ ทางเพศนั้นเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับลัทธิวัตถุนิยมอย่างมาก และพร้อมที่จะจินตนาการถึงสิ่งที่ปรารถนาในแง่ของวัตถุแค่นั้น ผมจึงคิดว่าการชอบเพศเดียวกันเป็นเรื่องที่ดึงดูดใจสำหรับคนที่เรียกกันว่า “ศิลปิน” เพราะพวกนี้เป็นพวกที่ปฏิเสธระบบที่ให้คุณค่าทางวัตถุแต่เดิมอยู่แล้ว ที่ ณ จุดใดจุดหนึ่งสำหรับคนที่มีจิตใจสร้างสรรค์ก็จะเริ่มพัฒนาการต่อต้านขึ้นในใจกับการที่จะต้องมีเพศสัมพันธ์เฉพาะกับหญิงในฐานะที่ตนเป็นชายตามคุณค่าปกติธรรมดาในสังคมที่เรามีชีวิตอยู่ และต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลง
เท่าที่ผมเห็น การรักร่วมเพศไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางจิตวิทยา แต่เป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางสังคมต่อสิ่งแวดล้อมแบบวัตถุนิยม เพราะฉะนั้นการรักร่วมเพศเลยพบได้บ่อยมากขึ้นในแวดวง “พวกศิลปินที่มีชื่อ” ที่จริงๆ แล้วก็มีมาแต่โบราณกาลโดยตลอด...อย่างไรก็ดี ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะเนื้อแท้ทางจิตที่ละเมียดละไมกว่าทางสังคมที่ทำให้เราทำไป ที่เราไม่ยอมรับมันก็เพราะสังคมที่เรามีชีวิตอยู่ได้เรียบเรียงการบรรลุเป้าทางสังคมเหล่านี้มาเป็นข้อเรียกร้อง และด้วยเหตุนั้นเองที่คนจะสร้างสรรค์ได้
.. คนจะสร้างสรรค์ได้ก็เพราะมีการโหยหาไขว่คว้าควบคู่ไปกับการปฏิเสธ การโหยหาคว้าไขว่จะพัฒนาตัวของมันเองขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อเราปฏิเสธสภาพรอบๆ ตัวที่เรามีชีวิตอยู่ ถ้าผมพึงพอใจในสังคมที่เป็นอยู่โดยไม่มีความหวังในชีวิต ผมก็จะไม่มีเรื่องที่โหยหาอยากไขว่คว้าให้ได้มา และก็จะไม่พัฒนาในทางกามสุนทรีย์อย่างมากก็แค่เรื่องทางเพศที่ดำเนินไปตามแบบที่ว่า เรากินขนมปังก้อนนี้วันนี้ พรุ่งนี้ก็จะกินก้อนนี้อีก และมะรืนนี้เราจะเดินทางไปพักร้อนกันตามระบบที่เป็นอยู่
เราจะนำช่วงเวลาที่ก้าวร้าวหรือเต็มไปด้วยความก้าวร้าวทั้งหมดมาใช้ได้ไกลขนาดไหนเพื่อที่จะผลักดันให้ขบวนการสร้างสรรค์ก้าวไปข้างหน้า

ผมเชื่อว่าความก้าวร้าวถ้าไม่สูญเสียความรู้สึกร่วมต่อสิ่งต่างๆรอบข้าง คือไม่แยกออกไปอย่างโดดเดี่ยวแล้ว ย่อมเป็นขบวนการที่มีค่ามาก ผมไม่มีความข้องใจในการใช้ความก้าวร้าว แต่ต้องไม่ใช่แบบ “ฉันตกต่ำเพราะไอ้ห่าคนนั้น ฉันจะฆ่ามัน” นั่นไม่ใช่ความก้าวร้าวแต่เป็นเรื่องของการเยียวยาทางสังคม
การปฏิเสธความก้าวหน้าอาจจะมีลักษณะก้าวร้าวได้

...ความเฉยเมยเป็นส่วนที่แข็งแรงของระบบที่ฝังลึกลงไปในทางลบ มันเป็นเรื่องของการไม่ตัดสินใจ เป็นอาการตามสัญชาตญาณ แม้ว่าสังคมอุตสาหกรรมจะไม่มีสัญชาตญาณตามความหมายดั้งเดิมเหลืออยู่อีกแล้ว ความเฉยเมยสำหรับผมคือการอ้างถึงความเป็นธรรมชาติที่ผิดๆ ที่สูญไปนานแล้ว ไม่มีทางเป็นไปได้ในการที่จะทำเฉยเมยไม่รู้ไม่ชี้ในโลกปัจจุบัน เป็นไปไม่ได้ที่เราจะมองเห็นตัวเราเองเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม
ในยามที่ลัทธิต่างๆ อ่อนแรงลง(ยกเว้นของคอมมิวนิสต์)ที่คนแต่ละคนจะถูกคุกคามผ่านระบบกดขี่ที่ยิ่งสมบูรณ์แบบมากขึ้นทุกที กระบวนการทางศิลปะก็จะต้องถูกนำทางในการค้นหาความสมบูรณ์สูงสุดอย่างเต็มกำลังยิ่งขึ้น ในทางตรงกันข้ามการเมืองถูกทำให้มีอำนาจที่สมบูรณ์แทนความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันระหว่างคน จนทำให้เกิดหายนะอย่างเช่นการเมืองของฮิตเล่อร์ที่มุ่งเป้าหมายแก้ปัญหาตอนจบซึ่งหมายถึงการรวบอำนาจสมบูรณ์ เราจะสามารถพูดถึงการเมืองที่ถูกจูงใจด้วยความสุนทรีย์ได้มากแค่ไหน
...นี่คือความกลัวธรรมดาๆ ต่อการสูญเสียสภาพความเป็นจริงไปที่รุนแรงมากในหมู่ชนที่เน้นอย่างเป็นบ้าเป็นหลังถึงการขัดแย้งทางอำนาจ ซึ่งได้ถูกประเพณีของสังคมเรานั่นเองสร้างขึ้นมาเป็นครั้งแรก เพราะการมีอำนาจกลายเป็นคุณค่าที่พึงปรารถนาที่ตั้งไว้เป็นเป้าหมายชีวิตและเป้าหมายความรัก สำหรับผม ฮิตเล่อร์ คือคนที่พยายามแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยวิธีการโกลาหลอลเวง (อย่างในละครหุ่นกระบอกของตัวตลกคัสเปอร์) ที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายทารุณขั้นผิดปกติ แม้ว่าเท่าที่เห็นเขาก็ไม่ตรงกับภาพพจน์เลย












ตัวละครสำคัญที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย ก็คือ สุนีย์ แม่ที่แม้ว่าอาจจะแลดูแข็งกร้าวไปบ้างในบางช่วง แต่มันก็เป็นความแข็งกร้าวอันจำเป็นที่จะทำให้เธอประคับประคองครอบครัวต่อไปได้ สินจัย รับบทเป็นสุนีย์ ได้อย่างดีเยี่ยมโดยไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะในช่วงตอนที่เธอไม่ได้พูดจาอะไร แต่แววตาของเธอกลับบ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ได้อย่างหมดจดครบถ้วน ฉากเรียกอารมณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขับรถออกตามหาโต้ง บทสนทนากับมิว และช่วงที่เธอต้องยิ้มรับคำตอบจากลูกชายข้างต้นคริสต์มาส สินจัยก็สามารถทำให้เรารู้สึกถึงคำว่า 

.jpg)
.jpg)
.jpg)




.jpg)



จนเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป สุชาติ สวัสดิ์ศรี กลับมาเป็นบรรณาธิการให้กับ หนังสือ
หลังจาก ช่อการะเกด ปิดตัวลงไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว สุชาติ สวัสดิ์ศรี ยุติบทบาทเชิงวรรณกรรม ลงไป ด้วยข้อสงสัยในความมีอยู่ของ –
หลังจากนั้น สุชาติ สวัสดิ์ศรี หันมาทำงานศิลปะเต็มเวลา และในที่สุด ในปี 2549 เขาหันมา ทำหนังทดลอง จากชื่อชั้นของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ทำให้หลายคนรอคอยจะได้ชมงานหนังทดลองของเขา เพราะแม้จะเป็นเพียงการเริ่มต้น (เช่นเดียวกับเด็กนักศึกษา) แต่ในฐานะผู้ทำงานศิลปะต่อเนื่องยาวนาน มันต้องไม่ใช่การเริ่มต้นที่เลวร้ายแน่ๆ และนี่คือผลงานทั้งหมดของเขาในชุดนี้ประกอบด้วย หนังสั้น 13 เรื่อง และ นิยายทัศนศิลป์ สองเรื่อง
โดยในส่วนของนิยายทัศนศิลป์นั้น มันคือการเขียนนิยายเรื่องหนึ่งโดยใช้ภาพวาด แทนตัวหนังสือ เล่าเรื่อง นิยายทัศนศิลป์สองเรื่องนี้ประกอบด้วย เรื่อง
หนั้งสั้นของ เขา เริ่มต้นจากภาพซึ่งมองจากมุมของศิลปิน มันเริ่มจากความงาม เขาคว้าจับความงามโดยอาศัยกล้อง ประสานร่วมกับความทรงจำส่วนตัว แล้วค่อยแสดง –ความงาม-ออกมา โดยละทิ้ง หรือกดให้เรื่องเล่าลดความสำคัญลงไปอยู่ในระดับสุดท้าย
ใน 














