6/4/13

THE EMPEROR'S NAKED ARMY MARCHES ON ภาพยนตร์ของ Kazuo Hara (วิจารณ์โดย Pichaya Anantarasate)


THE EMPEROR'S NAKED ARMY MARCHES ON (1987) Kazuo Hara

บทวิจารณ์ของ Pichaya Anantarasate 

ขอบคุณคุณ Pichahya มาก ๆ ที่สะท้อนความคิดถึงหนังเรื่องนี้ให้อีกหลายคนได้รับทราบ ภาพยนตร์เรื่องนี้เพิ่งฉายไปในโปรแกรมภาพยนตร์ฟิล์มไวรัส เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ท่านสามารถติดตามชมโปรแกรมสารคดีชุดนี้เรื่องอื่น ๆ  ได้ที่บล็อก ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) DK Filmhouse: 

http://dkfilmhouse.blogspot.com/2013/05/the-act-of-realities_24.html  



เป็นสารคดีที่เต็มเปี่ยมด้วยความรุนแรงในระดับเดียวกับสึนามิที่ฟุกุชิมะ  ดูแล้วก็ทำให้เข้าใจสัจธรรมในโลกว่าทุกประเทศมันต้องมีเรื่องบางเรื่องที่ คนนอกแตะต้องได้ แต่คนในแต่ต้องไม่ได้  อย่างที่เราเห็นในข่าวเกี่ยวกับศาลเจ้ายาซุคุนิ นั่นไง  ผมเองก็ไม่เคยถามเพื่อนชาวญี่ปุ่นว่ารู้สึกยังไงที่บรรพบุรุษของคุณกระทำในสงครามโลกครั้งที่2 แต่ผมก็หยุดแค่เก็บไว้ในความคิด   แต่เคนโซ โอคุซากิ ไม่เก็บความคับแค้นของเค้าไว้แค่ความทรงจำ

เคนโซ โอคุซากิเป็นอดีตนายทหารที่ถูกส่งไปประจำการที่ นิวกีนีด้วยสภาพหลังสงครามที่แทบจะเรียกได้ว่า “ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์”  ทำให้เคนโซระเบิดความคับแค้นนั้นออกมา ด้วยการขับรถที่ติดป้าย ด่า จักรพรรดิฮิโรฮิโต้ว่าเป็นพวกหน้าตัวเมีย  ไร้ซึ่งความรับผิดชอบ และเป็นสมมุติเทพที่เฮงซวยที่สั่งให้ทหารหาญไปพบกับชะตากรรมที่เลวร้ายเยี่ยงนรกบนดิน   เคนโซเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อถามหาความจริงด้วยวิธีที่ใครก็นึกไม่ถึง บางที่ เค้าไปหาแม่ของเพื่อนทหารที่ชรามากแล้วเพื่อจะบอกว่าเขาเองเป็นคนที่ฝั่งลูกชายท่านไว้ และสัญญาว่าจะพาไปนิวกีนีเพื่ออัญเชิญดวงวิญญาณกลับบ้าน    บางที่เขาได้เข้าไปหานายทหารระดับผู้ใหญ่เพื่อเค้นหาความจริง ถึงนายทหารจะไม่ต้องการรื้อฟื้นความทรงจำเลวร้ายที่ผ่านมา 40 ปีแต่เคนโซก็พร้อมจะตะคอกกลับไปว่า “มึงไม่มีสิทธิจะลืม  มันเป็นความทรงจำที่มึงต้องห้ามลืม!!!”   แต่คงไม่มีคราวไหนที่ โหดสัสเท่าการบุกไปหา เพื่อนร่วมกองร้อยที่อาจมีส่วนเกี่ยวกข้องกับการฆ่าเพื่อนนายทหารที่ไร้ความผิดและเกี่ยวข้องกับการกินเนื้อคน  เมื่อคาดคั้นด้วยคำพูดไม่ได้ เคนโซก็วิ่งเข้าไปต่อย หรือ กระทืบ ถึงในบ้านเลยทีเดียว     เคนโซยอมรับแต่โดยดีว่า  หลังจากกลับจากสงคราม เขารู้ตัวดีว่ามีความกึ่งดีกึ่งบ้าน ในตัวของเขา แต่เพื่อการประกาศให้โลกรู้ถึงความจริงเรื่องนี้  ความรุนแรงคือเครื่องมือสำคัญที่เขาจะใช้เค้นหาความจริงเพื่อญาติพี่น้องของเพื่อนทหารที่ตายไป



นี่คือสารคดีที่มีความรุนแรงอยู่เต็มเปี่ยมในทุกอณูทั้งในเรื่องศีลธรรม และความเข้าใจขั้นพื้นฐาน ของคนที่เกิดมาในยุค “คู่กรรม เดอะมิวสิคคัล”   ความรู้สึกที่ต่อสู้ประหัตประหารกันระหว่าง  ความขนหัวลุกในวิธีการของเคนโซ  กับ ความเข้าใจในความเดือดดาลและกลายสภาพมาเป็น ภารกิจที่เขาต้องทำตราบเท่าที่ลมหายใจยังมี   ถึงแม้เคนโซจะเป็น “ชายบ้าผู้คลุ้มคลั่งที่จะรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ที่ชาติไม่ต้องการจำ”  แต่ในสายตาของญาติพี่น้องของทหารที่ตายในสงครามเคนโซ คือผู้กล้าที่ควรได้รับการคาราวะ เป็นผู้กล้าที่ต่อสู้อย่างเดียวดาย และโดนประณามโดยลำพัง

ผมมาคิดๆดูแล้วนึกสงสัยว่า  เราจะพูดได้เต็มปากไหมว่า เคนโซเป็น Activistที่ปฎิเสธรูปแบบสันติวิธี?  ในสังคมที่ไม่ได้ผ่านความโหดเหี้ยมของสงคราม  และก็พร่ำบอกลูกหลานว่า  เราเป็นเมืองที่สงบร่มเย็น มีชาติ ศาสน์กษัตริย์ เป็นดั่งร่มฉัตรปกคลุมไปทั่วถิ่น มีพี่ทหารหาญที่เป็นรั้วของชาติและเป็นไอดอลของเด็กๆทุกยุคทุกสมัย  ผมถามตัวเองว่าผมได้แง่คิดอะไรจากสารคดีที่สุดขีดของความแรง?
ผมว่า ถ้าเคนโซ เป็นคนไทย  และเปลี่ยนจากนิวกีนีเป็นวัดประทุม   เคนโซคงไล่กระทืบคนไทยจนเหนื่อยเพราะประชาชนส่วนมาก ในวันที่ 19 พฤษภาคม ก็ไม่ได้รู้สึกว่า ตนต้องเป็นผู้รับผิดชอบศพ ที่เกลื่อกลาดทั้งที่ราชประสงค์และในวัดประทุม   แถมบางคนยังรู้สึกยินดีที่ทหาร“ทำความสะอาด” พวกควายแดงบ้าง พวกโดนทักษิณซื้อบ้าง  และ คอป.ก็ยังไม่อาจให้คำตอบถึงสาเหตุการตายได้

หรือเราต้องการ เคนโซ โอคุซากิ ?

ผมเองก็เริ่มกลัวใจตัวเองแล้วเหมือนกันว่า  ถ้าผมเป็นเคนโซ  ผมก็จะทำ

ต่อให้ต้องยิงปืนใส่ กษัตริย์ / พระจักรพรรดิก็ตาม

ปล. เคนโซ โอคุซากิ เคยโดนจับข้อหายิงลูกเหล็กใส่องค์พระจักรพรรดิจนได้รับบาดเจ็บ


(ข้างบนคือบทวิจารณ์โดย Pichaya Anantarasate)

นี่คือ 1 ในชุดภาพยนตร์สารคดี ที่ ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ร่วมกับสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ท่าพระจันทร์ จัดฉายในชื่อ THE ACT OR REALITIES

ทุกวันอาทิตย์ระหว่างวันที่ 2 มิถุนายน 2556 - 30 มิถุนายน2556 ตั้งแต่เวลา 12:30 น. เป็นต้นไป
ณ ห้องเรวัต พุทธินันท์ ชั้นใต้ดิน U2 หอสมุด ปรีดี  พนมยงค์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
โทรศัพท์ 0-2613-3529 หรือ 0-2613-3530

ชมฟรี!!!(โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่ามาชมภาพยนตร์ และกรุณาแต่งกายสุภาพ)

ย้ำอีกครั้ง ตารางฉายหนังดูได้ที่ http://dkfilmhouse.blogspot.com/2013/05/the-act-of-realities_24.html  

4/23/13

Flicker รีวิวนิยายของ Theodore Roszak โดย ธีรพัฒน์ งาทอง

หมายเหตุจากฟิล์มไวรัส: 

1.  นับจากนิยายเรื่อง Flicker ได้รับการตีพิมพ์ภาษาไทยในปี 2003 นี่น่าจะเป็นเพียงครั้งที่สองที่มันได้รับการเขียนถึงอย่างเต็มใจ ขอบคุณผู้เขียน ธีรพัฒน์ งาทอง ที่ทำให้ฝันของบรรณาธิการเป็นจริง หลังจากรอคนอ่านแบบนี้มานาน ยังจำความรู้สึกครั้งแรกสมัยที่อ่านมันตอนออกภาษาอังกฤษใหม่ ๆ และพยายามยัดเยียดให้หลายคนอ่าน (และพยายามจะพิมพ์มันตั้งแต่ก่อนออก "คุยกับหนัง" และ "ฟิล์มไวรัส เล่ม 1" / 2541)  แต่อาจจะเป็นเพราะความหนาของมัน หรือตัวหนังสือมันอาจต้องการคนหมกมุ่นกับหนังมากพอสมควร หลายคนจึงอ่านไม่จบจนป่านนี้


2.   Flicker ยังเหมาะเสมอที่จะอ่านในทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะในเวลานี้ที่ภาษาหนังเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน อย่าลืมว่ามันไม่ใช่แค่นิยาย แต่มันเป็นทั้งประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ (จริงและลวง) เป็นทั้งทฤษฎีหนัง และคำทำนายที่ตลกและล้ำกว่านิยาย  The Da Vinci Code ที่ออกตามาทีหลังเสียอีก


3.  ที่จริงเคยเขียนเชิงอรรถของ Flicker ไว้ด้วย แต่ถ้ารวมไว้ด้วยในเล่มมันจะหนากว่านี้เยอะ และคงไม่มีวันได้พิมพ์


4.  ภาพประกอบข้างล่างอาจไม่ตรงกับบทความโดยตรง แต่เลือกให้ใกล้เคียงกับบรรยากาศหนังในนิยาย 

     (โปรดสังเกตภาพกางเขนมอลตีสที่มีความสำคัญมากในเรื่อง)


5.  เคยบอกหรือยังว่า Flicker เป็นหนังสือที่ตอบที่มาของคำว่า "Filmvirus" ได้ดีที่สุด

6.   อย่าลืมอ่านเรื่องสั้น The Devil's Plaything ซึ่งเป็นส่วนเสริมของนิยายเรื่อง Flicker ใน Filmvirus 04 สางสำแดง




FLICKER (Theodore Roszak , 1991)

รีวิวนิยายของ Theodore Roszak

โดย  ธีรพัฒน์ งาทอง





ผมพบกับFlicker ครั้งแรกในร้านเบอร์เกอร์คิง สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ พี่สาวของผมซิ้อมาให้จากร้าน Kinokuniya หลังจากเราไปดูหนังขาวดำอินเดียมาด้วยกัน น่าเสียดายที่บรรยากาศของร้านอาหารในตอนนั้น ช่างไม่เข้ากันกับความคัลต์ของปกหนังสือเล่มนี้เลย 

ผมดองFlicker ทิ้งไว้ในชั้นหนังสือนานพอสมควร กว่าจะมีอารมณ์หยิบมันขึ้นมาอ่าน เริ่มต้นจากคำนิยมโดยคุณสนธยา ทรัพย์เย็น ที่เขียนเอาไว้ดีมากๆ และคำนิยมนั้นก็ทำให้ผมรู้ว่า คุณสนธยา คลั่งไคล้นิยายเล่มนี้เอามากๆ และหลังจากอ่านไปได้ประมาณ 80 หน้า ผมก็เริ่มหลงใหลมันอย่างหัวปักหัวปำ ราวกับถูกดึงลงไปอยู่ในหน้ากระดาษเก่าๆคัลต์ๆของหนังสือเล่มนี้ ผมอ่านมันในทุกที่ พกติดตัวไปเสมอ เมื่อมีโอกาสก็จะนั่งจมจ่อมอยู่กับมันเป็นเวลาหลายนาที หรือบางครั้งก็หลายชั่วโมง






เรื่องราวว่าด้วยนายโจนาธาน เกตส์ นักศึกษาภาพยนตร์ ของUCLA ที่หลงใหลในศิลปะภาพยนตร์ และมีโรงหนังขาประจำเป็นโรงหนังอาร์ตเฮ้าส์ นามว่า "เดอะ คลาสสิค" ซึ่งมีคู่รักคู่หนึ่งเป็นเจ้าของกิจการ แคลร์ แคลริสซา สวอนน์ และชาร์คกี จากเด็กหนุ่มหัวทื่อ ที่ไม่เข้าใจอะไรใน Hiroshima Mon Amour แม้แต่นิดเดียว ได้รับการฝึกสอนภูมิความรู้ภาพยนตร์จากแคลร์ คอร์สพิเศษอันแสนพิสดาร ด้วยการมีเซ็กส์ไประหว่างการอธิบายทฤษฎีต่างๆ และการปลูกฝังเรื่องราวบ้าๆจากชาร์คกี้ อย่าง ภาพยนตร์ประดิษขึ้นมาในสมัยอัศวินเทมพลาร์ มีสัญลักษณ์ของพวกเขาอยู่ในเครื่องฉาย คือ Maltese Cross ซึ่งเป็นตัวกลไกสำคัญในการทำให้เกิดภาพยนตร์ ความถี่หลอมรวม ของดวงตามนุษย์ ซึ่งทำให้เราเห็นภาพนิ่งๆกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวได้ (กลไกภาพติดตา) 





จนวันหนึ่ง ด้วยความบังเอิญอย่างถึงที่สุด โจนาธานมีโอกาสได้ดูหนังลับแล ของ Max Castle นักทำหนังผู้อาภัพชาวเยอรมัน ที่เริ่มทำหนังตั้งแต่ยุคสมัย German Expressionist จนย้ายมาอยู่อเมริกา และทำหนังเกรดบีทุนต่ำมากมาย อันล้วนแล้วแต่ถูกผู้คนมองข้ามไป จะยกเว้นก็เพียงแคลร์ และเขาเท่านั้น ที่ค้นพบอะไรบางอย่างจากหนังของ แม็กซ์ 







ในขณะที่แคลร์ตีตัวออกห่างจากหนังคาสเซิล โจนาธานกลับยิ่งถลำลึกเข้าไปในหนังของเขามากขึ้น ค้นพบอะไรบางอย่าง ทั้งเทคนิคแพรวพราวของแม็กซ์ ที่ซ่อนบางสิ่งบางอย่างไว้ในหนังของเขา และทำให้เกิดผลต่อจิตใต้สำนึกของเรา โดยที่เราไม่รู้ตัว หนังกลายเป็นเครื่องมือที่สามารถก่ออาชญากรรมได้ รวมทั้งเรื่องราวต่างๆในหนังของเขา ที่มีประเด็นบางอย่างเกี่ยวพันกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆ ยิ่งสาวลึก ยิ่งทำให้เขาค้นพบว่า หนังบางเรื่องที่กลายเป็นหนังคลาสสิค หรือเป็นหนังของผู้กำกับในตำนาน ล้วนผ่านมือของเขามาแล้วทั้งสิ้น ลามปามไปกระทั่งหนังตำนานอย่าง Citizen Kane และ maltese Falcon รวมทั้งเรื่องราวเบื้องหลังจอฉายอันมืดดำเกี่ยวกับองค์กร ลูกกำพร้าแห่งพายุ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิต และหนังของแม็กซ์ แคสเซิลเอาไว้
เมื่อผมอ่านถึงส่วนที่เป็นเรื่องราวของลูกกำพร้าแห่งพายุ ผมหวนกลับไปคิดถึงเรื่องเล่าจากปากของเพื่อนคนหนึ่ง ที่ได้พูดถึงลัทธิ Free Mason เอาไว้ โดยเขาเล่าอธิบายเรื่องราวต่างๆได้เหมือนหรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกับที่รอสแซคอธิบายถึงลูกกำพร้าแห่งพายุไว้ทีเดียว




มีองค์กรยิ่งใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังในทุกๆสิ่งที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ : อัศวินเทมพลาร์ เป็นชนกลุ่มแรกๆที่คิดค้นระบบธนาคารขึ้นมา นั่นทำให้คนกลุ่มนี้กลายเป็นผู้มีอิทธิพลมหาศาลที่จะควบคุมอะไรต่างๆบนโลกได้
เช่นเดียวกับที่ รอสแซค พูดเล่าย้อนถึง อัศวินเทมพลาร์กับภาพยนตร์ แต่เขายังย้อนกลับไปยิ่งกว่า ไปจนถึงสมัยพระเยซู หรือก่อนหน้านั้น (ชาวบาบิโลเนียน) 






เพื่อนของผมเล่าว่า Freemason มีอิทธิพลอยู่หลังวงการการเมือง วงการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีใดๆบนโลกใบนี้ทั้งสิ้น แล้วเขาก็หยิบแบ๊งค์ 1000 เยนของญี่ปุ่นให้ดู กล่าวว่า "ญี่ปุ่นเนี้ย มีประวัติเกี่ยวพันกับ Freemason มานานมาก" แล้วเขาก็เริ่มสาธยาย "รหัสลับ" ที่ซ่อนอยู่ในแบ๊งค์ อันเป็นสัญลักษณ์ ของ Freemason ให้ฟัง 






1.ภาพของโนงูจิ ฮิเดโยะ บนธนบัตร
http://3.bp.blogspot.com/-7WwyGZQyNu0/T5hSMP7vI_I/AAAAAAAAYLw/GLM8OhNQOLs/s1600/1000_yen_banknote_2004.jpg
เขาปิดให้ดูว่าใบหน้าของโนงูจินั้น มีเพียงซีกซ้ายซีกเดียวเท่านั้น ที่เป็นใบหน้าจริงของเขา ซีกขวา ไม่ใช่ ซีกขวาเป็นภาพที่มิดกว่า และน่ากลัวกว่า ตามหลักคำสอนสำคัญของfreemason ที่ว่า ทุกสิ่งมีสองขั้วเสมอ ขาวและดำ ทุกสิ่งมีอยู่สอง ตรงกับลัทธิประหลาดใน Flicker ที่นับถือว่า พระเจ้ามีอยู่สององค์ หรือกระทั่งการขับเคี่ยวทำสงครามของแสงและเงามืดในขณะแห่งการฉายภาพยนตร์ อันเป็นที่มาของชื่อเรื่อง Flicker ซึ่งมันคล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อ 





2.นัยที่ซุกซ่อนบนธนบัตร
http://3.bp.blogspot.com/-TyIz4bYc8CM/Tgqp-Bzb1gI/AAAAAAAAADc/jjIVnVzra4g/s1600/site-eye-book.gif
ถ้าเราเอาแบ๊งค์ 1000 เยน ไปส่องกับแสงแดด (ตามรูป http://aniota.s54.xrea.com/temp/yarisugi10.jpg )
เราจะพบว่า ดวงตาข้างซ้ายของโนงูจิจะทาบทับอยู่กลางภูเขาไฟฟูจิพอดี ซึ้งเหมือนกันกับสัญลักษณ์ดวงตาที่อยู่กลางวงเวียนและไม้ฉากของพวก Freemason (รูปบน) เช่นเดียวกันกับกลวิธีการซ่อนภาพสยองขวัญ ภาพความเลวร้ายของการมีชีวิต การถือกำเนิด สัญลักษณ์นกประจำลัทธิคาร์ธาของพวกลูกกำพร้า ในหนังของแม็กซ์ คาสเซิล การซ่อนไว้ให้เห็น ใช้พลังของมันเข้าครอบงำมนุษย์ไว้ และประกาศตัวตนให้โลกได้เห็น (แม้จะในวิธีการที่แยบยลเกินไป) ทั้งหมดนี้ล้วนแต่คล้ายกันมาก ผมเห็นความเชื่อมโยงระหว่างเรื่องราวใน Ficker กับ freemason 






จากคนที่เคยขำกับเรื่องเล่าของเพื่อนและคิดว่ามันคงเป็นสิ่งไร้สาระ เช่นเดียวกับที่โจนาธานไม่เชื่อในสิ่งที่ชาร์คกี้ได้เล่าให้ฟัง ตอนนี้ ผมเริ่มจะหลงเชื่อเรื่องราวที่เพื่อนผมเล่ากับ ลัทธิ Freemason อยู่ไม่ใช่น้อย 






แต่ดูเหมือนเรื่องราวใน Flicker จะไปได้ใกลกว่านั้น เมื่อเรื่องอุปโลกน์ เรื่องราวความจริง ต่างผสมปนเปกันไปหมด บางตัวละครในเรื่องมีตัวตนจริง บางตัวที่คิดว่าน่าจะมีจริงกลับไม่มี และมันยิ่งหนักข้อเข้าไปอีก เมื่อมันมีการโม้อย่างสนุกสนานเกี่ยวกับเรื่องราวของลัทธิ ที่ถือพรหมจรรย์อย่างเคร่งครัด และแสวงหาโลกที่ไม่มีการให้กำเนิดลูกอีกต่อไป สร้างมนุษย์ในอุดมคติภายใต้การควบคุมที่สมบูรณ์แบบ เรื่องราวของภาพยนตร์ ที่กล่าวว่ามีมาตั้งแต่ยุคสมัย 2000 กว่าปีก่อน และศาสนจักรมองว่ามันเป็นเครื่องมิอของปิศาจ เพราะมันหลอกลวงมนุษย์ หรือพระเยซูไม่มีเลือดเนื้อที่แท้ ความจริงเป็นภาพฉายเช่นเดียวกันกับภาพยนตร์ องค์กรลูกกำพร้า ที่อยู่เบื้องหลังประวัติศาสตร์สำคัญๆต่างๆบนโลกหลายครั้ง รวมทั้งยังอุปโลกน์ว่าโรคเอดส์กำเนิดขึ้นจากองค์กรนี้ เพื่อป้องกันการให้กำเนิดบุตรของมนุษยชาติ 







อีกมากมายหลากหลายเรื่องราวที่สนุกและฟังดูแล้วมีเค้ามูลความจริง หรือเขียนออกมาได้สมจริง เพราะหนังสือเล่มนี้เริ่มเผยแพร่ในปี 1991 แต่เล่าเรื่องในช่วงปี 1960-1970 และลากมาถึงช่วง 80ในตอนท้ายๆของเรื่อง มันจึงทำหน้าที่อุปโลกนฺแต่งเติมเรื่องราวที่ยังไม่เกิดในตอนนั้นได้สนุกสนานเหลือเกิน

อีกทั้ง นิยายที่ดูจะดำดิ่งเตร่งเครียดเล่มนี้ กลับสนุกสนาน และมีมากมายหลายตอนที่ออกจะขำกลิ้งในมุขร้ายๆของรอสแซค ฉากเซ็กส์โจ่งแจ้งหลายครั้ง จะเรียกมันว่าเป็นนิยายคัลต์ ก็คงไม่ผิดอะไรนัก ตัวละครหลายตัวน่าสนใจและเหมือนกับว่าจะมีการอิงมาจากคนจริงๆในยุคสมัยนั้น 






มีหลายตอนในหนังสือเล่มนี้ที่ผมชอบมากๆ อย่างตอนที่โจนาธานพาพลพรรคขี้เมาของชาร์คกี้ไปร่วมด้วยช่วยกันขนฟิล์มหนังจากท้ายรถของเศรษฐีคนนั้น เพียงเพื่อจะเอาฟิล์มหนังเรื่อง Les Enfant Du Paradis แต่พอตอนเช้าดันได้ฟิล์มของ แม็กซ์ มาซะอย่างนั้น มันเป็นตอนที่ฮามากๆ

รวมทั้งตอนฉายเวเนเชียน มาเจนตา ผมดูไม่ออกว่า รอสแซค รังเกียจหรือชอบหนังทดลองกันแน่เพราะรู้สึกว่าเขาจะเขียนให้พวกนักทำหนังทดลองและหนังทดลอง เป็นหนังโง่ๆชุ่ยๆ และตลกขึ้นมาทันที ไม่เว้นกระทั่ง แอนดี วอร์ฮอล





แคลร์ ก็เป็นตัวละครอีกคน ที่มีความคิดแบบหัวกบฎ เธอจะไม่ชอบงานสำคัญๆที่นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ชื่นชมกัน อย่าง Jules et Jims และ Psycho แต่ชอบงานเรื่องอื่นที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักหรือรัศมีน้อยกว่าของผกก.คนนั้นๆ

อีกอันนึงที่ฮามากๆ คือกลุ่มลัทธิ ประสาทสัญวิทยาของฝรั่งเศส นำโดย วิคตอร์ แซงต์ ซีร์ นอกจากแนวคิดของพวกนี้จะเหมือนพวกเนิร์ดวิชาการหลุดโลกแล้ว มันยังทำให้เราได้คิดต่อว่า จริงๆแล้ว หนังเป็นแค่เรื่องของภาพที่เคลื่อนไหวติดต่อกันจนหลอกตาเรา และมันเป็นแค่นั้นจริงๆหรือที่เราต้องศึกษา 




ในทางหนึ่ง มันก็เป็นดั่งการวิพากษ์หน้าที่และความสามารถของภาพยนตร์ เมื่อรอสแซคทำให้ ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือของพวกคาธาร์ ไว้ต่อกรกับพวกคริสต์ และพลังของมันมีมากล้นเหลือ จนอาจเป็นอาชญากรรมได้ และมันกำลังจะขยายพื้นที่ของมันมากขึ้น ทั้งการที่ภาพยนตร์กำลังจะเข้าไปอยู่ในบ้านทุกหลัง ทุกแห่ง และการที่ภาพยนตร์มีความรุนแรงโจ่งแจ้ง ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนชาชินกับความรุนแรง เหมือนเป็นการทำนายอนาคต โดยรอสแซค ว่าในที่สุด หนังจะสะกดจิตมนุษย์เราได้ พวกเราทุกคนจะถูกครอบงำภายใต้อำนาจของภาพยนตร์ ใช่ มันสวยงาม อย่างที่แคลร์บอกไว้ในตอนท้าย ว่ามันมีอะไรมากกว่า บท การถ่ายภาพจัดแสง มันอยู่ลึกลงไปอีก ณ ตรงนั้น มันคือความงดงาม แน่นอนว่า มีความงดงาม ย่อมมีความชั่วร้าย และเมื่อมันทำให้เห็นว่า เบื้องหลังของภาพยนตร์ มีสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าระบบใดๆ คอยคุมบังเหียนอยู่ มันยิ่งทำให้เราคลางแคลงใจต่อวงการหนัง มันน่ากลัว ปิดบัง มืดมิด และแปดเปื้อนเหลือเกิน 






อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ คือแนวคิดของลัทธิพวกคาธาร์ในFlicker มันเป็นแนวคิดที่ท้าทายและน่าสนใจมากๆๆๆๆๆๆๆ มันเป็นแนวคิดเกี่ยวกับการตัดเชื้อร้ายที่จะนำความวุ่นวายมาสู่โลก รวมทั้งหาวิธีการที่จะหยุดยั้งสิ่งเหล่านี้ลง ผมรู้สึกเห็นด้วย หรืออย่างน้อยก้เห็นด้วย ว่าแนวคิดนี้มันน่าสนใจดี การมีชีวิตอยู่เป็นสิ่งเลวร้าย ชีวิตที่แท้จริงของเราถูกกักกขังไว้ในคุกที่ชื่อว่าร่างกาย โลกใบนี้แหละ คือนรก ไม่มีนรก เพราะนรกมันมีตั้งแต่เราเกิดมาบนโลกแล้ว





ตอนหลังของเรื่องเหมือนจะเป็นอีกตอนที่รอสแซคทำนายโลกในอนาคตและโลกภาพยนตร์ในปัจจุบันนี้ไว้ได้ใกล้เคียงกับเรื่องจริงมาก ผ่านการมาถึงของ ไซมอน ดังเคิล กับหนังของเขา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หนังรุนแรงของไซมอน กลับเป็นหนังที่มีอยู่จริงในทุกวันนี้ มนุษย์เราจะโง่ลง ปราศจากความคิดในการดูหนังมากขึ้น ภาพยนตร์พัฒนามาเป็นความบันเทิงในที่ส่วนตัวอย่างบ้าน ในขณะที่หนังของแม็กซ์ ซุกซ่อนความรุนแรงเอาไว้ และชักจูงจิตใจมนุษย์ให้ห่อเหี่ยวในความเป็นไปของชีวิต และการมีเพศสัมพันธ์ ไซมอนโยนความรุนแรงและความหดหู่เข้าหาเราซึ่งๆหน้า และจะพัฒนาไปสู่โลกทั้งใบ





ในตอนสุดท้าย ที่โจนาธานถูกนำไปปล่อยทิ้งไว้ที่เกาะ นั่นเป็นตอนที่หดหู่ใจที่สุดของเรื่องราวทั้งหมด ในตอนท้าย ดูเหมือนเขาจะลืมกาลเวลาไปหมดแล้ว เขาเริ่มเขียนบันทึกความทรงจำ ที่ดูเหมือนมันจะเป็นที่มาของนิยายเรื่อง Flicker นี้นั่นเอง เขาคาดหวังเพียงว่า นิยายเล่มนี้ มันจะไปโผล่ให้นกเพนกวินได้เห็นกันเพียงเท่านั้น ราวกับเรากำลังอยู่ในโลกที่มีแต่การกักขัง หมดอิสรภาพ เราสู้อะไรมันไม่ได้ นอกจากยอมรับมันแต่โดยดีเท่านั้นเอง

เรื่องน่าสนใจอีกเรื่องนึงใน Flicker คือ วันคริสมาสต์ ปี 2014 จะเป็นวันที่พวกคาธาร์ทำการระเบิดโลกทั้งใบให้เป็นจุล ซึ่งมันก็คือปีหน้านี้เอง เป็นช่วงเวลาที่ประจวบเหมาะต่อการอ่าน flicker ของผมจริงๆ





หลังจากอ่านจบ ผมไม่อยากจะอ่านหนังสือปรัชญาของกฤษณมูรติ หรือของใครหน้าไหนอีกเลย ผมรู้สึกหดหู่ ขันขื่น และเชื่อในความเชื่อบ้าคลั่งของลัทธิคาธาร์นั้นจริงๆ จะทำยังไงต่อไป ผมจะมองภาพยนตร์ต่างไปจากเดิมไหม ผมจะรู้สึกอย่างไร เมื่อต้องมาชม Citizen Kane และ Maltese Falcon ผมจะหยุดดูภาพทีละเฟรมไหม ผมต้องสร้างอนามอร์ฟิค มัลติฟิลเตอร์ (หรือแซลลี่แรนด์) มาใช้ในการชมหนังพวกนั้นไหม และจะเป็นอะไรหรือไม่ หากผมเชื่อว่า หนังของ แม็กซ์ คาสเซิล มีอยู่จริง ในขณะที่หนังของไซมอน ดังเคิล มีอยู่ทั่วไปในโลกใบนี้แล้ว แลัวหนังของคาสเซิลล่ะ บางทีมันอาจจะถูกซุกซ่อนอยู่ที่ใดสักแห่งในโลกใบนี้ อาจอยู่ในบ้านลับของรอสแซคก็เป็นได้ บางที หลุยส์ บรูค แฟรนนี่ ลิพสกี และโอลกา เทลล์ อาจจะมีตัวตนจริง แต่ถูกลบเลือนออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ โดยฝีมือของพวกลูกกำพร้า หรือบางที รอสแซคอาจไปเก็บนิยายเรื่องนี้ได้ขวดแก้วหลายใบ ที่ลอยอยู่กลางทะเลในขั้วโลกใต้ เราไม่มีวันรู้ ว่าสิ่งที่เราอ่าน เป็นเรื่องจริง หรือเรื่องโม้แตก เพราะทุกอย่างอาจถูกซ่อนไว้ ซ่อนอยู่ในหน้าหนังสือ700 กว่าหน้านี้ มัยนอาจจะเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ที่รอดพ้นจากการทำลายเก็บกวาดของพวกลูกกำพร้าด้วยปัจจัยบางอย่าง บางทีหาก Flicker ถูกทำลาย ความจริงของพวกลูกกำพร้าอาจจะได้รับการเปิดเผย แต่ไม่ว่าเรื่องจริงจะเป็นอย่างไร เราก็ไม่มีวันรับรู้ ผมไม่อาจแยกความจริง ความลวงใดๆออกได้อีกในเวลานี้ เหมือนกับภาพยนตร์ ภาพนิ่ง24 เฟรมต่อวินาที ราวกับว่าภาพที่เห็นเป็นภาพความจริง น่าตื่นตะลึง แต่ก็ลวงตาเราพอกัน ที่แท้ก็เป็นแค่ภาพนิ่ง ตาของเรานั่นแหละที่ทำให้มันเคลื่อนไหวได้



มีฉากหนึ่งที่บ่งบอกช่วงเวลาของโจนาธานได้พอสมควร นั่นคือ เขาบอกว่า เขาไม่ได้พบกับแคลร์มานานถึง 15 ปี ซึ่งครั้งสุดท้ายที่เขาอยู่กับแคลร์ ก็คือตอนที่เขาทำธีสิสป.ตรี คงจะมีอายุประมาณ 22 ปี หลังจากนั้น 15 ปีก็คงอายุ 37 ในปี 1976 บวกเวลาเผื่อๆไว้อีก ก็หน้าจะมีอายุ อยู่ ที่ 38 ปี ถ้าจนถึงปี 2014 โจนาธานจะมีอายุ 76 ปี ส่วนแม็กซ์ คาสเซิล เมื่อปี 1937 เขาอายุประมาณ 18 2014 เขาก็คงมีอายุ 105 ปี ซึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะพวกคาธาร์ อายุยืน น่าสนใจว่าถ้าหากเขาทั้งสองหว่านล้อมพวกผู้ดูแล และออกมาจากเกาะได้ในสักปี 2005 ช่วงที่กล้องดิจิตอลเริ่มเฟื่องฟู เรื่องราวจะไปต่อเช่นไร อยากเขียน flicker ภาคสองจัง

3/30/13

Filmvirus Snoop เม้าท์มอย เควนตินจีบทิลด้า


Filmvirus Exclusive: สายสืบของฟิล์มไวรัสได้บังเอิญไปกระทบไหล่ 2 คนดังขวัญใจชาวเราโดยบังเอิญที่เทศกาลหนังย่างกุ้ง และเพื่อไม่ให้เสียชื่อสำนักนักข่าวไวรัสลงตับ จึงได้แอบดักบทสนทนาบางส่วนของ 2 อดีตกรรมการเมืองคานส์ Tilda Swinton และ Quentin Tarantino ปีที่ "สัตว์ประหลาด!" (Tropical Malady) ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้รับรางวัล Jury Prize มาฝากท่านผู้อ่าน


Quentin: ทิลด้า เมื่อไหร่คุณจะเคลียร์คิวให้หนังผมเสียที นี่ผมเตรียมบทหนังชั้นหนึ่งให้คุณเล่นโดยเฉพาะเลยนะ แค่ชื่อเรื่องก็หนาวแล้ว Maciste's Mama Unchained ผมจะให้คุณเล่นเป็นเมียของเบิร์ท เรย์โนลดส์ แล้วจอร์จ คลูนี่ย์ จะเล่นเป็น Maciste ลูกชายคนสุดท้องของคุณ คุณจะโดดเด่นแบบสุด ๆ เพราะเป็นราชินีอำมหิตที่เป็นแวมไพร์และอยู่เบื้องหลังความชั่วร้ายทั้งหมด

Tilda: โถ เควนตินที่รัก ฉันเคยเล่นเป็นราชินีในนาร์เนียมาแล้ว แม่เควินก็เล่นแล้ว ฉันไม่อยากจะย่ำอยู่กับที่ คุณไปเอา อูม่า เทอร์แมน (Kill Bill) มาเล่นเถอะ






Quentin: ไม่นะ ทิลด้า คุณต้องได้ออสการ์แบบ คริสโตฟ วอลซ์ (Django Unchained, Inglourious Basterds) แน่ ๆ ถ้าได้บทพูดเท่ ๆ ของผม นี่คือการต่อยอดจากหนังกังฟู หนังสงคราม หนังคาวบอยที่นักวิจารณ์ต้องจารึกไว้ เพราะนี่คือหนังมนุษย์จอมพลัง Maciste แบบเฮอร์คิวลิส แซมซั่น โกไลแอธ ที่คนดูถูกว่าเป็นแค่ "หนังฟันดาบใส่รองเท้าแตะ" (sword & sandal) ก่อนที่จะมีคาวบอยสปาเก็ตตี้มันเคยฮิตพอดูเลยนะ แต่คราวนี้พิเศษกว่า ผู้หญิงจะมีบทเด่น ไม่ใช่แค่ตัวประกอบอย่างเคย เข้าทำนอง 'เบื้องหลังอำนาจต้องมีอิสตรี!'

Tilda: เสียใจนะ เควนติน คุณก็ได้แต่มองภาพผู้หญิงเป็นคอนเซ็ปท์ ฉันคั้งใจไว้ว่าจะเลิกเล่นหนังการ์ตูนแล้ว การเล่นหนังที่หนีความจริงมันหมดความหมายสำหรับฉัน ฉันคิดว่าฉันควรจะกลับคืนสู่รากเหง้าของฉันเสียที ที่สำคัญคือฉันมีนัดกับ อภิชาติพงศ์ ไว้แล้วด้วย เขานี่แหละคือ ดีเร็ค จาร์แมน แห่งยุคนี้ ฉันยังเชื่อว่าศิลปะที่แท้ต้องบริสุทธิ์ สะอาด ผ่องแผ้ว……(กรีดมือเหม่อมองฟ้า)





Quentin: โอเวอร์น่า ยุคนี้ออสการ์เท่านั้นคือสัจธรรม.... ฟังนะ ทิลด้า ไอ้หมอนั่นมันทำหนังผีลิงพูดได้ (ลุงบญมีระลึกชาติ) มันยังเพ้อเจ้อกว่าผมกับ ทิม เบอร์ตั้นรวมกันอีกนะ!

Tilda: ยังไงปีที่แล้วฉันก็ทำสัญญาใจกับเขาไว้แล้วด้วยที่เกาะยาวน้อย




Quentin: ทิลด้า ไม่ฉลาดเลยนะที่คุณจะไปเล่น The Beach 2

Tilda: เฮ้ยๆ อย่าหยาบคายสิ ตอนฉันเล่นเรื่องนั้นกับดีคาปริโอ ฉันก็หลงเสน่ห์เด็กหนุ่ม ๆ ชั่วครู่ยาม แต่พอเขาเรียกฉันว่า "ป้า" เท่านั้น ฉันก็ได้สติ

(ติดตามอ่านตอนต่อในปักษ์หน้า)

เหตุผลของการหาชม Lisbon Story - Wim Wenders







เหตุผลของการหาชม Lisbon Story หนังเฉลิมฉลอง 100 ปีภาพยนตร์โลกของ Wim Wenders

1. ถ้าชอบบทกวีของ Fernando Pessoa (คนโปรดของ อันตอนีโอ ตาบุคคี ผู้แต่ง คำยืนยันของเปเรย์ร่า และ เพลงรัตติกาลในอินเดีย) 

2. ถ้าคุณชอบเดินทอดน่อง ดื่มด่ำในความงามของสายน้ำและเมืองเก่าในลิสบอน

3. ถ้าชอบเพลงเสนาะโสตของวง Madredeus

4. ถ้าชอบ Rudiger Vogler พระเอกหนังวิมจาก Alice in the Cities และ Kings of the Road

5. ถ้าสนใจผู้กำกับหนังที่แก่ที่สุดเก๋าที่สุดของโลก Manoel de oliveira

6. ถ้าคุณรักหนัง โดยเฉพาะผู้สนใจประเด็นของ film-video / time - space / memory/ art / archive / God

Filmverlag der Autoren (รวมพลังประพันธกรออนฟิล์ม)

บริษัท Filmverlag der Autoren เกิดจากการรวมตัวของผู้กำกับ (หรือประพันธกร-Author) รุ่นใหม่ที่เบื่อหน่ายกับอุตสาหกรรมหนังพาณิชย์ของเยอรมันในยุค 70 ที่องค์กรหรือหน่วยกองทุนของรัฐสนใจจะสนับสนุนโปรเจ็คท์ทำเงินชัวร์ของมืออาชีพในวงการ มากกว่าจะมีศรัทธากับฝีมือของนักสร้างภาพยนตร์อิสระรุ่นใหม่

การรวมตัวครั้งนี้เพื่อหาทุนสร้างและจัดจำหน่ายหนังเอง ทำให้หนังเยอรมันฟื้นตัวและเกิดกระแสคลื่นลูกใหม่ (New German Cinema) ที่โด่งดังไปทั่วโลก ทำให้นานาประเทศได้รู้จักผลงานของ Werner Herzog (Fitzcarraldo), Wim Wenders (Kings of the Road, Paris, Texas), Volker Schlondorff (Tin Drum), Margarete von Trotta (Rosa Luxemburg), Michael Verhoven (Nasty Girl), Edgar Reitz (Heimat), Wolfgang Petersen (Das Boot / The U Boat), Rainer Werner Fassbinder (Marriage of Maria Braun) และ Percy Adlon (Bagdad Cafe) ต่อมาหลายคนในกลุ่มนี้ได้รับข้อเสนอให้ไปทำหนังในฮอลลีวู้ด โดยเฉพาะในกรณีของ Wim Wenders (Hammett), Wolfgang Petersen (In the Line of Fire, Air Force One), Volker Schlondorff (Death of a Salesman, Gathering of Old Men)

บริษัท Filmverlag นี้รวมตัวกันแข็งแรงอยู่หลายปี แม้จะขาดทุนจนเกือบล้มละลายอยู่หลายครั้ง กระทั่งในยุค 80 ที่บริษัทนี้เริ่มโน้มเอียงไปทางพาณิชย์มากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนหนึ่งเพราะถูกเทคโอเวอร์โดยหนังสือพิมพ์ดัง Der Spiegel ผู้กำกับหลายคนที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งรุ่นแรก ๆ ที่ชื่อเสียงมั่นคงแล้ว จึงแยกย้ายไปเปิดบริษัททำหนังจัดจำหน่ายเอง

บริษัทนี้เคยจัดจำหน่ายหนังอย่าง "คนเหล็ก" (The Terminator) ในเยอรมนีด้วย

3/21/13

Michael Haneke x 2 ควรดู The Seventh Continent กับ Amour


 หนังที่ควรดูควบกับ Amour


The Seventh Continent งานเก่าของผู้กำกับ มิชาเอล ฮาเนเก้ (Funny Games, Hidden, Code Unknown, The Piano Teacher, The White Ribbon) 
The Seventh Continent เป็นเหมือน prequel ให้ชีวิตคู่ผัวเมียแก่ใน Amour เพราะเป็นเรื่องของพ่อ แม่ ลูกที่ปฏิเสธสังคม ขังตัวเองอยู่ในอพาร์ทเมนทื์ และตัดวงจรชีวิตจนเหี้ยนเตียน

3/15/13

“ภาพลวงตาจากเนินมะเฟือง” ละครสั้นสองเรื่องควบจาก ศรีดาวเรือง


  • พระจันทร์เสี้ยวการละคร เสนอ ละครสั้น ศรีดาวเรือง
    เพื่อร่วมแสดงความยินดีในวาระอายุครบ 6 รอบ และการก้าวเข้าสู่ปีที่ 40 ในวงการนักเขียนของศรีดาวเรือง นักเขียนหญิงที่เราชื่นชม

    “ภาพลวงตาจากเนินมะเฟือง”
    ละครสั้นสองเรื่องควบจากบทประพันธ์ของ ศรีดาวเรือง
    ...เส้นทางรางชีวิตของตัวละครจากเรื่องสั้น ‘ภาพลวงตาของการเปลี่ยนสรรพนาม’ และนวนิยายขนาดสั้น ‘เนินมะเฟือง’ กับเรื่องราวชีวิตเล็กๆ ข้างรางรถไฟ...

    แสดงโดย
    จิรัชพงษ์ เรืองจันทร์, ดลฤดี จำรัสฉาย, ณัฎฐนันท์ ประเสริฐรัศมี, เบญจ์ บุษราคัมวงศ์, สินีนาฏ เกษประไพ, สุขุมพันธ์ ฐิติธนพันธ์, เบียร์ ยิ่งสุวรรณชัย. ธีรกานต์ ไม้จันทร์
    กำกับโดย
    สินีนาฏ เกษประไพ

    วันที่ 27-31 มีนาคม 2556 เวลา 19.30 น.
    (เสาร์ –อาทิตย์ เพิ่มรอบ 15.00 น.)
    แสดงที่ โรงละครพระจันทร์เสี้ยว (สถาบันปีดี พนมยงค์ ซ.ทองหล่อ)
    บัตรราคา 350 บาท (นักศึกษา 300 บาท)
    จองบัตรที่ 081 929 4246 และ 084 174 2729

    http://www.crescentmoontheatre.org/
65/1 Pridi Banomyong Institute, Soi Thonglor (Sukumvit 55)Bangkok, Thailand