The Exquisite Corpse 8mm Film Experiment
หนัง 8 มิลยังไม่ตาย !!!
โครงการนี้คล้าย ๆ เทศกาลหนัง 15/15 Film Festival ที่ ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) เคยร่วมจัด (แต่ของเขาอันนี้ดีกว่าเยอะ ต้นรากมาจากแนวคิดประมาณเกมต่อเรื่องใต้จิตสำนึก The Exquisite Corpse ของ กลุ่มเซอร์เรียลลิสต์)
หลังจาก Subvex Collective ประกาศให้มิตรรักแฟนหนังสมทบทุนให้คนทำหนังกันไปแล้ว ในที่สุดก็ปิดงบพร้อมสร้างเสียที โดยมีผู้ร่วมสมทบจำนวน 64 ราย ได้เงินรวม $5,185
โครงการนี้เป็นโครงการหนังที่เชิญชวนคนดังจากหลายประเทศ ทั้งระดับตำนานรุ่นใหญ่อย่าง Jonas Mekas, Amos Poe, Nina Menkes (อ่าน นิมิตวิกาล ย้อนหลัง), Bill Morrison , และรุ่นใหม่ ๆ อย่าง Lav Diaz (ฟิลิปปินส์ – คนนี้คนคุ้นเคยของ ฟิล์มไวรัส และชาวไทยหนังป่วย - อ่าน นิมิตวิกาล ย้อนหลัง) แต่ละรายตกลงรับคำมาถ่ายทำหนังไซ้ส์จิ๋ว หนังขนาดฟิล์ม 8 มม. ที่เกือบจะสูญพันธ์เต็มที โดยคนทำหนังจะมีอิสระถ่ายทำกันคนละเรื่องตอนสั้น ๆ เป็นเรื่องหรือเนื้อหาใดก็ได้ (แต่ละคนได้รับฟิล์ม 8 มม. ปกติหรือซูเปอร์ 8 คนละ 2 ม้วน-ความยาวม้วนละประมาณ 2 นาทีครึ่ง) แล้วนำมาร้อยเรียงต่อกันกับหนังของคนอื่น ๆ เป็นหนังยาวทีหลัง ทั้งนี้ผู้กำกับแต่ละคนจะต้องจับฉลากได้รับโจทย์ไม่เหมือนกัน เช่น บางคนต้องทำหนังที่ไม่มีบทพูด บางคนต้องตัดต่อเฉพาะในกล้อง ฯลฯงานนี้ผู้สมทบทุนบริจาคจะมีชื่อในเครดิตหนังด้วย และผู้บริจาคจะมีสิทธิ์โหวตจากรายละเอียดเรื่องย่อหรือแนวคิดที่ปรากฏบนเว็บไซต์ว่า หนังเรื่องไหนควรจะเรียงลำดับอย่างไรก่อนหลัง รวมทั้งสามารถเป็นคนตั้งโจทย์ว่า อยากตั้งให้อะไรเป็นข้อจำกัดสำหรับคนทำหนังแต่ละราย นอกจากนั้นยังมีสิทธิ์ชิงโชคได้กล้อง 8 มม. เป็นสมบัติ
เงินที่บริจาคมาจริง ๆ แล้วเป็นแค่ค่าซื้อฟิล์ม, ค่าล้างฟิล์ม ค่าขนส่งกล้องหนัง 8 มม. (ปัจจุบันเป็นของหายาก-คนทำหนังหลายคนไม่มี) และค่าขนส่งฟิล์ม รวมทั้งค่าเช่าสถานที่ฉายในนิวยอร์ค (แต่ต่อไปก็จะเอามาเผยแพร่ในเว็บ) แต่ถ้าบริจาคเยอะจะได้รับดีวีดีหรือสิทธิพิเศษอื่น ๆ
หลัก ๆ แล้วค่าใช้จ่ายในงบประมาณการสร้างจะอยู่ที่เท่าไร แพงหรือถูก ย่อมขึ้นอยู่กับตัวคนทำหนังเอง ว่าจะถ่ายเรื่องใกล้ตัวหรือไกลตัว ใครแสดง ถ่ายที่ไหนให้ไม่เกิดงบประมาณการสร้าง
Subvex Collective เป็นองค์กรนานาชาติจากปารีส, นิวยอร์ค, ลอส แองเจลิส, ลอนดอน, โตเกียว, มอสโคว์ ของผู้ก่อตั้ง Tobe Morgan ที่ต้องการกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวอิสระแบบวงพั้งค์ร็อคใต้ดิน เหมือนเพลงแจ๊สแบบอิมโพรไวซ์ ไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัว โดยคงอยู่ได้นอกเหนือการรวมศูนย์กลางจักรวาลของฮอลลีวู้ด เพื่อหวนคืนสู่รากเหง้าของภาพยนตร์ยุคบริสุทธิ์ ณ ปฐมกาล
รายละเอียดที่
http://www.kickstarter.com/projects/subvex/subvex-presents-the-exquisite-corpse-8mm-film-expe

ครบรอบ 3 ปีกับชาวเราพลเมืองชั้น 3 Third Class Citizen ประกอบกับความคิดถึง ‘โปรเจคท์ 2008’ อันเป็นโปรเจคท์ที่ชวนคนทำหนัง 30 คนมาทำหนังสั้นฉลองปีใหม่หัวข้อ 2008 ความยาว 3 นาที และ นี่เป็นโครงการแรกที่ทำให้เกิดกลุ่มของพวกเราจนถึงวันนี้ จึงเป็นฤกษ์งามยามดีที่จะเชิญคนทำหนังมาร่วมสวิงกันครั้งใหญ่อีกครั้ง ในโปรเจคท์ POSTCARD CINEMA ที่คราวนี้ไม่มีการฉายให้ชมร่วมกัน แต่หนังของคนทำหนังทุกท่านจะส่งตรงพิเศษถึงมือคนดูราวกับสื่อความในใจกันสอง ต่อสองประหนึ่งโปสการ์ดส่วนตัว นั่น งงแน่นอน คงมีคิดว่าพวกมรึงจะเอาอะไรกับกรูอีกใช่มั๊ย โปรดฟังก่อนว่าโปรเจคท์นี้คืออะไร
นิตยสาร Bomb ของอเมริกาเล่มใหม่ หน้าปก Anna Karina จากหนังเรื่อง Made in USA ของปะป๋า Jean-Luc Godard
นานเท่าไหร่แล้วที่คุณไม่ได้เห็นหนังดีๆ ของ นิโคลาส เคจ?
เทอเรนซ์เป็นนักสืบที่มีไหวพริบปฏิภาณชั้นเลิศ แต่ในแง่ความเป็นตำรวจที่ดีแล้ว เขาน่าสงสัยเป็นที่สุด ด้านชีวิตส่วนตัว เขามีพ่อขี้เมาที่พยายามจะเลิกเมา แม่เลี้ยงก็ขี้เมา ตัวเขาเองเมาไม่เคยหยุด เมาจนเห็นภาพหลอน ดูเหมือนแง่งามเดียวในชีวิตเทอเรนซ์ก็คือ คนรักผู้เป็นโสเภณีไฮโซ(ซึ่งก็ขี้เมาอีกเช่นกัน) เขาพยายามทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะด้วยการขโมย ข่มขู่ รีดไถ เพื่อให้ได้ยามาปรนเปรอตนเองและคนรัก เทอเรนซ์ยังเป็นนักพนันอเมริกันฟุตบอลตัวยง ที่แทงไม่ค่อยจะถูกฝั่งเท่าไหร่ ชีวิตของเขาจมดิ่งลงเรื่อยๆ ยิ่งเมื่อมาเจอปัญหากับลูกชายของผู้มีอิทธิพลคับเมือง(ตัวละครตัวนี้ฮามาก) ปัญหาต่างๆก็ยิ่งงวดเข้า เขาโดนยึดปืน ย้ายแผนก ยาหายากขึ้นทุกวัน หนี้พนันท่วมหัว มาเฟียอิตาเลี่ยนตามล่าจนต้องเตลิดหนี คดีที่หวังคลี่คลายยังเดินมาถึงทางตัน ในที่สุดเขาตัดสินใจเสนอตัวเป็นสายให้นักค้ายารายใหญ่ที่เขาเคยพยายามจับมันนั่นเอง
บางส่วนจากเรื่องสั้น ‘หม้อแกงบวน’
เด็กขี้อายพบกล้องถ่ายหนัง
“ที่รัก” เป็นหนังที่เรียบง่าย สามัญ จริงใจ ทว่างดงาม มันพึงพอใจในความเป็นคนสมถะไม่วาดหวังสูงไกลตัว มันอาจจะไม่เฉียบคมและมีความลักลั่นอยู่บ้างในฐานะหนังใหญ่เรื่องแรก แต่มันก็เรียบเรียงมาอย่างมีชั้นเชิง โดยปลายนิ้วละเมียดของคนที่ยังมองเห็นแง่งามของความผูกพัน ความเอาใจใส่อายุทนนาน ซึ่งผู้ชมยุคไอพ็อด ไอแพ็ด...แค็ก แค็ก (กินยาแก้ไอหน่อยก็ดี) อาจจะรู้สึกเชย แปลกแยก เหินห่างหรือไม่สนิทใจจนเกินกว่าจะผ่อนคลายยอมรับ
for foreigners on abroad.
และก็มีพูดถึง Jacques Doillon เรื่อง Le Jeune Werther ในหนังสือ bookvirus 01 - หนังวรรณกรรม
โชคดีเหลือเกินยังมีคนทำหนังพันธุ์สงวนจำนวนน้อยนิดอยู่ในข้อยกเว้น
โลกของเด็กที่จิ๊บจ๊อยเกินกว่าผู้ใหญ่จะใส่ใจ เหล่านี้ที่ถูกมองว่าหาแก่นสารไม่ได้ หรือถูกนำเสนอด้วยลักษณะรีดเค้นอารมณ์จนโอเวอร์ จนคนดูยอมรับเป็นเรื่องปกติ กลายเป็นสิ่งที่ ดัวญง จับจ้องเขม็ง ทุ่มเวลาสังเกตการณ์มันอย่างใจเย็น จนหลายครั้งคนดูเป็นฝ่ายอับอายที่ร่วมเป็นพยานรับรู้ในสถานการณ์นั้น
แต่อย่าคาดหวังการประคบประหงม สิ่งที่คนลืมนึกไปก็คือ แม้แท้จริงแล้วตัวละครกลุ่มนี้อาจอ่อนแอไร้ปากเสียง แต่ก็จริงใจในความรู้สึกของตนเอง และแฝงความเด็ดเดี่ยวแบบที่ผู้ชายโต ๆ ส่วนใหญ่คาดไม่ถึง
โดยเฉพาะใน La Vie de Famille (1985) ที่ตัวพ่อขับรถเดินทางไปเที่ยวกับลูกสาว แต่ตลอดทางหาวิธีจูนติดกันไม่ได้สักอย่าง ทั้งสองฝ่ายหมดหนทางที่จะคุยแบบเปิดใจต่อกันได้ จนต้องหันมาพึ่งกล้องวีดีโอเป็นประตูใจ