
Uncle Boonmee Who Can Recall His Past Lives [แผ่น Blu-ray]
ลุงบุญมีระลึกชาติ โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล
หนังไทยเรื่องแรกที่สมเกียรติกับคำว่าแผ่นบลู-เรย์
แผ่นของประเทศอังกฤษ วางตลาด 28 มีนาคม 2554
ครบรอบ 3 ปีกับชาวเราพลเมืองชั้น 3 Third Class Citizen ประกอบกับความคิดถึง ‘โปรเจคท์ 2008’ อันเป็นโปรเจคท์ที่ชวนคนทำหนัง 30 คนมาทำหนังสั้นฉลองปีใหม่หัวข้อ 2008 ความยาว 3 นาที และ นี่เป็นโครงการแรกที่ทำให้เกิดกลุ่มของพวกเราจนถึงวันนี้ จึงเป็นฤกษ์งามยามดีที่จะเชิญคนทำหนังมาร่วมสวิงกันครั้งใหญ่อีกครั้ง ในโปรเจคท์ POSTCARD CINEMA ที่คราวนี้ไม่มีการฉายให้ชมร่วมกัน แต่หนังของคนทำหนังทุกท่านจะส่งตรงพิเศษถึงมือคนดูราวกับสื่อความในใจกันสอง ต่อสองประหนึ่งโปสการ์ดส่วนตัว นั่น งงแน่นอน คงมีคิดว่าพวกมรึงจะเอาอะไรกับกรูอีกใช่มั๊ย โปรดฟังก่อนว่าโปรเจคท์นี้คืออะไร
นิตยสาร Bomb ของอเมริกาเล่มใหม่ หน้าปก Anna Karina จากหนังเรื่อง Made in USA ของปะป๋า Jean-Luc Godard
นานเท่าไหร่แล้วที่คุณไม่ได้เห็นหนังดีๆ ของ นิโคลาส เคจ?
หลังได้รับรางวัลออสการ์ ดูเหมือนเคจจะผันตัวมาเป็นพระเอกหนังแอ็คชั่นอย่างต่อเนื่องจริงจัง (อาจเพราะเขาต้องใช้เงินเยอะ) หลายคนชอบ The Rock หลายคนอาจอึ้งๆไปกับ Con Air, Windtalker หรือ Gone in 60 Seconds คุณอาจใจชื้นขึ้นมาบ้างกับ Adaptation แต่เขาก็กลับมาอีกกับหนังประเภท Bangkok Dangerous, Next หรือ National Treasure ตัวผมเองเป็นแฟนเคจครับ โดยเฉพาะในยุคก่อน The Rock หนังหลายเรื่องที่เขาเล่นเป็นหนังที่ผมรัก ไม่ว่าจะเป็น Wild at Heart, Raising Arizona, Leaving for Vegas หรือ Leaving Las Vegas แต่หนังระยะหลังๆ ของเขามักทำให้ผมอกหัก และพลอยทำให้ความชื่นชมในตัวเขาลดลงไปไม่น้อย
ครั้งนี้ เคจ กลับมากับ Bad Lieutenant: Port of Call New Orleans (ชื่อไทยบนปก DVD - เกียรติยศคนโฉดถล่มเมืองโหด) หนังที่มีรูปลักษณ์ภายนอกซ้ำๆ คล้ายๆหนังตำรวจจับผู้ร้ายน่าเบื่อเรื่องหนึ่ง แถมยังเป็นงานรีเมคเสียด้วย โปสเตอร์ของมันดูไม่ดึงดูดใจเอาซะเลย และผมคงไม่ถ่อเข้าไปดูมันถึงเอ็มโพเรียมแน่ๆ ถ้ามันไม่มีชื่อของ แวร์เนอร์ แฮร์โซก (Werner Herzog) ผู้กำกับที่ดูยังไงก็ไม่เข้าทางกับหน้าหนังซักนิดแปะอยู่ ผลลัพธ์ของการรีเมคหนังฮอลลีวู้ดในมือผู้กำกับเยอรมันผู้เป็นดั่งตำนานเดินดินท่านนี้ก็คือ หนังฟิล์มนัวร์ที่เมามากๆ เรื่องหนึ่ง กับบทบาทของเคจที่น่าจะถูกจดจำไปอีกนาน
เคจ รับบท เทอเรนซ์ นายตำรวจนักสืบมือดี ผู้เมายาทุกชนิดในทุกขณะจิต ในเกือบทุกสถานการณ์ตลอดเรื่อง ฟังดูคล้ายบทที่ทำให้เขาได้รับออสการ์ใน Leaving Las Vegas แต่ไม่นะครับ ผมคิดว่าบทของเขาในเรื่องนี้ดูมีมิติกว่า มีรายละเอียดที่น่าสนใจมากกว่า และเป็นชีวิตที่ดำมืดยิ่งกว่า
หนังเปิดเรื่องที่เมืองนิวออร์ลีนส์หลังพายุแคทริน่าพัดถล่ม เทอเรนซ์ที่ยังไม่เมาพร้อมกับสตีวี่ (วาล คิลเมอร์) เข้าไปเก็บของให้เพื่อนในโรงพัก และพบว่ายังมีนักโทษหลงอยู่ในคุกที่กำลังน้ำท่วมสูงขึ้นเรื่อยๆอีกคนหนึ่ง สิ่งที่ทั้งสองทำคือ พนันกันว่าน้ำจะท่วมมิดหัวนักโทษในเวลาไหน นักโทษวิงวอนให้พวกเขาช่วย แต่เทอเรนซ์ห่วงแค่ว่ากางเกงในราคา 55 เหรียญของเขาจะเลอะถ้าลงไปช่วย ไม่รู้ว่าเขาเปลี่ยนใจเพราะนักโทษยกมือขึ้นกราบกรานพระเจ้า หรือแค่เพราะเขาพูดเล่นตั้งแต่แรก เทอเรนซ์โดดลงน้ำไปช่วยนักโทษคนนั้น ผลที่ตามมาจากเหตุการณ์นี้คือ 1. เขาได้รับรางวัลตำรวจดีเด่น และเลื่อนยศขึ้นเป็นร้อยโท 2. กระดูกสันหลังของเทอเรนซ์เสียหายจนต้องพึ่งยาไปตลอดชีวิต และอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเสพยาเสพย์ติดเพื่อลดอาการปวดหลัง (เราไม่อาจแน่ใจได้ว่าเขาติดยามาก่อนหน้านี้หรือไม่) นับเป็นท่อนเปิดเรื่องที่ได้ใจเกินกว่าจะเป็นเพียงหนังตำรวจน่าเบื่ออีกเรื่องหนึ่ง
เทอเรนซ์เป็นนักสืบที่มีไหวพริบปฏิภาณชั้นเลิศ แต่ในแง่ความเป็นตำรวจที่ดีแล้ว เขาน่าสงสัยเป็นที่สุด ด้านชีวิตส่วนตัว เขามีพ่อขี้เมาที่พยายามจะเลิกเมา แม่เลี้ยงก็ขี้เมา ตัวเขาเองเมาไม่เคยหยุด เมาจนเห็นภาพหลอน ดูเหมือนแง่งามเดียวในชีวิตเทอเรนซ์ก็คือ คนรักผู้เป็นโสเภณีไฮโซ(ซึ่งก็ขี้เมาอีกเช่นกัน) เขาพยายามทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะด้วยการขโมย ข่มขู่ รีดไถ เพื่อให้ได้ยามาปรนเปรอตนเองและคนรัก เทอเรนซ์ยังเป็นนักพนันอเมริกันฟุตบอลตัวยง ที่แทงไม่ค่อยจะถูกฝั่งเท่าไหร่ ชีวิตของเขาจมดิ่งลงเรื่อยๆ ยิ่งเมื่อมาเจอปัญหากับลูกชายของผู้มีอิทธิพลคับเมือง(ตัวละครตัวนี้ฮามาก) ปัญหาต่างๆก็ยิ่งงวดเข้า เขาโดนยึดปืน ย้ายแผนก ยาหายากขึ้นทุกวัน หนี้พนันท่วมหัว มาเฟียอิตาเลี่ยนตามล่าจนต้องเตลิดหนี คดีที่หวังคลี่คลายยังเดินมาถึงทางตัน ในที่สุดเขาตัดสินใจเสนอตัวเป็นสายให้นักค้ายารายใหญ่ที่เขาเคยพยายามจับมันนั่นเอง
ภายใต้โครงสร้างแบบฟิล์มนัวร์ฮอลลีวู้ด Bad Lieutenant มีบทที่ถูกเขียนขึ้นมาอย่างประณีต เมื่อผสมผสานเข้ากับลีลาการกำกับของ เวอร์เนอร์ แฮร์โซก และฝีมือการเมาของเคจแล้ว มันจึงเป็นหนังที่กลมกล่อมลงตัวอย่างยิ่ง แฮร์โซก ถ่ายทอดนิวออร์ลีนส์หลังพายุถล่มออกมาอย่างมืดหม่น ตัวละครทุกตัวล้วนเป็นสีเทา ไม่มีตัวละครแบบขาวจัด ดำจัด ละทิ้งฉากบู๊เอามัน หันมาเน้นอารมณ์บรรยากาศแห่งความเมาสุดขั้ว และการหลงผิดอยู่ในความมืดมัวของตัวละครแทน หากหนังเรื่องนี้อยู่ในมือผู้กำกับอื่น มันอาจจบลงอย่างสวยหรูและแสนสุขก็เป็นได้ แต่ แฮร์โซก ทำให้ Bad Lieutenant กลายเป็นหนังที่เมาที่สุดในรอบหลายปี มันมีกลิ่นเฉพาะตัวที่มีแต่ผู้กำกับมือทองเท่านั้นถึงจะทำได้ มันสนุก มันฮา มันมีความหวังอยู่เล็กๆ แต่มันก็มืดหม่น และแสนเศร้า เส้นแบ่งบางๆระหว่างความดีเลวขาดออกจากกัน เทอเรนซ์นั้นเป็นคนที่น่าเห็นใจ หากมีความจำเป็นต้องตัดสินว่าเขาดีหรือเลว ผมคงต้องบอกว่า เขาเป็นคนดีที่แสนเลว เป็นแค่คนธรรมดาที่ไล่คว้าหาแสงสว่างอยู่ในโลกมืดๆใบนี้
ไม่บ่อยครั้งนักที่หนังรีเมคเป็นหนังดี ไม่บ่อยอีกเช่นกันที่ดูหนังรอบสองแล้วจะรู้สึกดียิ่งกว่ารอบแรก แต่ Bad Lieutenant เป็นเช่นนั้น ดูจบแล้วทำให้อยากดูหนังต้นฉบับขึ้นมาตะหงิดๆ เพราะผมไม่เชื่อจริงๆ ว่ามันจะดีกว่าหนังรีเมคเรื่องนี้
อยากเห็น แฮร์โซก ทำหนังฮอลลีวู้ดอีกครับ
* ต้นฉบับ Bad Lieutenant กำกับโดย อเบล เฟอร์ราร่า นำแสดงโดย ฮาร์วี่ ไคเทล เป็นหนึ่งในหนังเรื่องโปรดของ มาร์ติน สกอร์เซซี่ (The Departed, Goodfellas, Taxi Driver, Cape Fear, Shutter Island)
นี่ใกล้เคียงที่สุดแล้วกับการที่ Howard Hawks ทำหนัง “เที่ยวบินกลางคืน” ของ อังตวน แซงเต็กซูเปรี
Only Angels Have Wings นี่คงเป็นหนึ่งในต้นแบบหนังฮอลลีวู้ดที่ใคร ๆ อยากใฝ่ฝันจะไปให้ถึง

Howard Hawks คนทำหนังคนเดียวที่ผมรับประทานได้เช้าเย็น
สำหรับผม Howard Hawks ไม่เคยทำหนังห่วย
เขาทำหนังได้ทุกแนว ทั้งคาวบอย ฟิล์มนัวร์ นักสืบ ตลกสกรูว์บอล ผจญป่าซาฟารี หนังเพลง หนังเอพิคประวัติศาสตร์อียิปต์ ทุกเรื่องมีอารมณ์ขัน มีบทต่อปากต่อคำระหว่างพระนาง รวมทั้งบทนางเอกที่ฉลาดทันผู้ชาย ซึ่งถือว่าทันสมัยมากในสมัยนั้น หากลองเปรียบกับผู้หญิงในหนังของ John Ford
Monkey Business คือหนึ่งในหนังที่พล็อตติงต็อง แต่สนุกยิ่งนัก สำหรับผม
บางส่วนจากเรื่องสั้น ‘หม้อแกงบวน’
Art Square 8 & Filmvirus
Black & White Like Day and Night
ฉายกลางแปลงข้างหอศิลป์จามจุรี (ใกล้มาบุญครอง) - เริ่มเวลา 6 pm
14 ธันวาคม 2553
Avida “โลกอ้วนคนต๊อง”
กำกับโดย Gustave de Kervern, Benot Delpine
ร่วมแสดงโดยยอดผู้กำกับหนังระทึกจิตชาวฝรั่งเศส Claude Chabrol และผู้กำกับละครเวที (และคนทำหนังหัวหอก) ของกลุ่ม Panic Movement คือ Fernando Arrabal
Haxan “ประวัติศาสตร์แม่มด”
กำกับโดย Benjamin Christensen
Vampyr “แวมไพร์สยองไม่ต้องใช้เสียง”
โดยผู้กำกับระดับตำนาน Carl Dreyer
15 ธันวาคม 2553
College “ทิ้งเรียนไปจับสาวแอโรบิค”
หนังตลกนำแสดง – ร่วมกำกับโดย Buster Keaton
Sherlock, Jr. “หนุ่มนักฉายหนังหัวใจเชอร์ล็อค โฮล์มส์”
นำแสดงและกำกับโดย Buster Keaton
The Cameraman “กดชัตเตอร์สะกิดรัก”
นำแสดง – ร่วมกำกับโดย Buster Keaton
16 ธันวาคม 2553
The Goddess “มารดรกลางวัน โสภากลางคืน” (Shen nu)
หนังจีนกำกับโดย Yonggang Wu
Mr.Thank You “รถเมล์หัวใจ”
หนังญี่ปุ่นกำกับโดย Hiroshi Shimizu
The Masseurs and a Woman “หมอนวดบอดตรึงใจนาง”
หนังญี่ปุ่นกำกับโดย Hiroshi Shimizu
เด็กขี้อายพบกล้องถ่ายหนัง
“ที่รัก” เป็นหนังที่เรียบง่าย สามัญ จริงใจ ทว่างดงาม มันพึงพอใจในความเป็นคนสมถะไม่วาดหวังสูงไกลตัว มันอาจจะไม่เฉียบคมและมีความลักลั่นอยู่บ้างในฐานะหนังใหญ่เรื่องแรก แต่มันก็เรียบเรียงมาอย่างมีชั้นเชิง โดยปลายนิ้วละเมียดของคนที่ยังมองเห็นแง่งามของความผูกพัน ความเอาใจใส่อายุทนนาน ซึ่งผู้ชมยุคไอพ็อด ไอแพ็ด...แค็ก แค็ก (กินยาแก้ไอหน่อยก็ดี) อาจจะรู้สึกเชย แปลกแยก เหินห่างหรือไม่สนิทใจจนเกินกว่าจะผ่อนคลายยอมรับ และแน่นอน วิญญาณของผมคงจะเดินทางไปต่ออย่างลิงโลด
for foreigners on abroad.
I know this is going to earn myself a dumber than ever title. Nevertheless, after years of losing faith in most Thai films. At Last! I found a film for my funeral (No Joke)
Eternity, a film by Sivaroj Kongsakul
For my own funeral, I don’t want it to be grim or solemn. I would like it to be colorful! And this particular film would be ideal. The only film that is worthwhile and suitable. Even though I admired most of the great Maestros but no Bergman, Haneke or Tarkovsky please! My soul would be eternally blissful on the 7th heaven.
“Eternity” (Tee Rak). The last oddity and the only remaining belief in love and goodness in the time of popular “feel bad” films and hectic melancholia.
A good film can be so simple if only one can appreciate humility which requires no high ambition. No need to act cool full of mumbo jumbo and intellectual pretension. No need to hide by elliptical editing or deep philosophical messages. No need to expect filmic revoluntionary from a debut film.
Eternity may not exactly be a great masterpiece and far from flawless but it’s a great minor one for me. I hope there are still some audiences left for it.
My 3 Favorite Thai films of 2010.
Next to Uncle Boonmee I would put “Eternity” right behind as No. 2 and probably follow it with “Little Thing Called Love”.

นี่เป็นบทความเก่าที่เคยเขียนลงคอลัมน์เล็ก ๆ ในนิตยสาร “คนมีสี” (ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น Vote) เมื่อราว 4 ปีก่อน
มาอ่านตอนนี้ก็แค่ขำ ๆ คงจะช่วยคนดูไม่ได้อะไรมากนัก
แต่ตอนนี้มีจัดงาน retrospective ที่งานเวิล์ดฟิล์ม ก็อยากให้ลองไปดูกัน
เพราะมีหนังเขาฉาย 6 เรื่อง รวมทั้ง Ponette
(อ่านเพิ่มเติมในหนังสือ 151 Cinemaของ ฟิล์มไวรัส)
และก็มีพูดถึง Jacques Doillon เรื่อง Le Jeune Werther ในหนังสือ bookvirus 01 - หนังวรรณกรรม
(Le Jeune Werther มีแปลแล้ว - หนังสือเล่มนี้ของ เกอเธ่ “แวร์เธอร์ระทม”) ลองค้นดูที่ G = Goethe
ในทุกกาลสมัยที่ผู้กำกับหนังส่วนใหญ่ชอบหมกเม็ดความอ่อนหัด สมอ้างความดีความชอบที่ควรจะยกยอดให้ทีมงานคนอื่นๆ เอาไว้เอง จนคนดูหนังหลงกราบกรานงานสร้างอลังการ เอฟเฟ็คท์หรูเลิศ แทนที่จะใส่ใจกับเรื่องราวสามัญของมนุษย์มนา
โชคดีเหลือเกินยังมีคนทำหนังพันธุ์สงวนจำนวนน้อยนิดอยู่ในข้อยกเว้น
และ ฌ้าคส์ ดัวญง (Jacques Doillon) คือหนึ่งในจำนวนน้อยที่ว่านั่น
ทั้ง ๆ ที่เขียนบท และกำกับหนังมา 30 กว่าปี (บางครั้งก็แสดงร่วมกับลูกสาวด้วย) แต่หนังของเขาไม่เคยเข้าโรงภาพยนตร์เมืองไทยเลย แม้แต่ในอเมริกา
หรือประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษทั้งหลายก็หาคนรู้จักหนังของเขาได้ยากเย็น ดีวีดีก็แทบไม่มีให้หาดู ขนาดหาอ่านบทความเกี่ยวกับตัวเขาในภาษาอังกฤษก็ยังยาก
หนังของ ดัวญง ไม่มีอะไรผิดประหลาดหลุดโลก ทั้งเนื้อเรื่องที่สุดแสนเรียบง่าย ตั้งแต่คู่ผัวเมียที่บ้านแตกเพราะผู้หญิงรายใหม่ (บางครั้งมากกว่า 3 คน) พ่อลูกต่อความกันไม่ติด หญิงสาวที่ทำใจไม่ได้ว่าถูกแฟนทิ้ง เด็กที่เคว้งคว้างในสังคม
โลกของเด็กที่จิ๊บจ๊อยเกินกว่าผู้ใหญ่จะใส่ใจ เหล่านี้ที่ถูกมองว่าหาแก่นสารไม่ได้ หรือถูกนำเสนอด้วยลักษณะรีดเค้นอารมณ์จนโอเวอร์ จนคนดูยอมรับเป็นเรื่องปกติ กลายเป็นสิ่งที่ ดัวญง จับจ้องเขม็ง ทุ่มเวลาสังเกตการณ์มันอย่างใจเย็น จนหลายครั้งคนดูเป็นฝ่ายอับอายที่ร่วมเป็นพยานรับรู้ในสถานการณ์นั้น
ด้วยว่าหนังของ ดัวญง นั้นดูจริงจนเจ็บ เขาไม่ลังเลที่จะหักหาญใจคนดู
ไอ้เรื่องเข้าข้างตัวละคร หรือแคร์ศีลธรรมไม่ได้อยู่ในหัวเขาหรอก
ดัวญง สนใจใบหน้า ท่าทาง คำพูด ความรู้สึกของคนเป็นที่ตั้ง เด็กกับผู้หญิง เป็นหัวใจสำคัญที่รวมแก่นความของเขาทั้งหมด
ไม่ใช่เพราะคนพวกนี้ขี้แยเรียกน้ำตา เพราะแม้ตัวละครเหล่านั้นจะร้องไห้อยู่บ่อยครั้ง (ดูชื่อเรื่องสิ The Woman Who Cried)
แต่อย่าคาดหวังการประคบประหงม สิ่งที่คนลืมนึกไปก็คือ แม้แท้จริงแล้วตัวละครกลุ่มนี้อาจอ่อนแอไร้ปากเสียง แต่ก็จริงใจในความรู้สึกของตนเอง และแฝงความเด็ดเดี่ยวแบบที่ผู้ชายโต ๆ ส่วนใหญ่คาดไม่ถึง
ผู้ชายกระทำเอาเปรียบ หรือตัดสินใจแทนเธอ (และพวกเด็ก ๆ ) ได้
แต่บางครั้งเราก็จะได้เห็นปฏิกิริยางัดข้อกลับของร่างบอบบางเล็กจ้อยนั้น ว่าใครกันแน่ที่มีสติ เหตุผล และความอดทนสูงกว่า รายละเอียดในวิธีการพูด สีหน้า และนิ้วมือที่ซ่อนอารมณ์คั่งใจต่างหากที่ทำให้เราสะอึก ไม่ใช่พล็อตเรื่อง
เพราะฉากที่ไม่ส่งให้เรื่องเดินหน้า หรือขาดความสละสลวย บางครั้งก็ช่วยฉายความดิบกร้านดึกดำบรรพ์ ที่เรามักแอบซ่อนไว้ ไม่แสดงให้ใครเห็น (แม้กับตัวเราเอง)
ในหนังของเขาที่ผมชอบมาก 5 เรื่องคือ La Vie de Famillle, The Woman Who Cried, La Puritaine, L'amoureuse และ Ponette ดัวญง ถ่ายทอดความอีลักอีเหลื่อของชีวิตพ่อลูก และความรักชายหญิงที่ประสานแก้วร้าวต่อแทบไม่ติด
โดยเฉพาะใน La Vie de Famille (1985) ที่ตัวพ่อขับรถเดินทางไปเที่ยวกับลูกสาว แต่ตลอดทางหาวิธีจูนติดกันไม่ได้สักอย่าง ทั้งสองฝ่ายหมดหนทางที่จะคุยแบบเปิดใจต่อกันได้ จนต้องหันมาพึ่งกล้องวีดีโอเป็นประตูใจ
ซึ่งความจริงที่บรรจุลงกล้องนั้น สุดท้ายแล้วก็รุนแรงจนพ่อลูกยากจะยอมรับได้ง่าย ๆ
หนังเรื่องนี้ถือได้ว่ามาก่อนกาลในแง่ที่ว่า นำกล้องวีดีโอเทปมาพูด “เรื่องอุปสรรคในการสื่อสารระหว่างคน” เรียกว่าสร้างก่อนหนังดังอย่าง sex, lies and videotape ของ สตีเว่น โซเดอร์เบิร์ก หรือ Family Viewing ของ อตอม อีโกแยน เสียอีก
มันไม่ง่ายสำหรับเด็กที่จะใช้ชีวิตในโลกของผู้ใหญ่ แต่ขณะเดียวกันผู้ใหญ่ก็เข้าใจเด็กไม่ได้ง่าย ๆ
เพราะลำพังคู่ผัวเมียก็ยังเอาตัวไม่รอด อดไม่ได้ผลัดกันจิ้มแผลเป็น ทำร้ายกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดั่งคนไม่เคยหลาบจำ
รักหนังเรื่องนี้ อยากดูซ้ำอีก เสียดายมันไม่ได้ฉายในงานเวิล์ดฟิล์มคราวนี้
หนังที่แทบไม่มีใครรู้จัก La Vie de Famille หรือ Family Life
เป็นหนังเดินทาง Road Movie เกี่ยวกับพ่อที่ไปเที่ยวกับลูกสาววัย 10 ขวบ ตัวพ่อมีสองบ้าน ลูกสาวอีกบ้านโตเป็นสาววัยรุ่น (Juliet Binoche แสดงหนังเรื่องแรก ๆ มีบทน้อยนึง) พ่อกับลูกสาวสื่อสารกันไม่ติด ตอนหลังคุยกันผ่านกล้องวีดีโอ อันนี้สร้างก่อน sex, lies and videotape ไม่รู้ว่า Steven Soderbergh เคยดู หรือได้ไอเดียมาสร้างหนังตัวเองจนได้ปาล์มทองไหม
ถ้าเป็นเมื่อก่อน มีผู้กำกับระดับ Jacques Doillon มา ต้องรีบแจ้นไปสัมภาษณ์ แต่ตอนนี้ไม่เอาแล้ว สัมภาษณ์ไปก็เหนื่อยเปล่า ตลกดี ทั้งๆ ที่ชอบเขามากกว่าคนที่เคยไปสัมภาษณ์มาแทบทุกคน หนังเขาทุกเรื่องที่สมาคมฝรั่งเศสเคยฉายก็ดูหมด นอกจากจัดฉายไปบ้างแล้ว ยังเคยเอาบางเรื่องมาดูเองคนเดียวก็มี แถมหลายเรื่องเวิล์ดฟิล์มก็ไม่มีมาฉายอีก