10/29/09

Les Aventures Extrodinaire d'Adele Blanc-Sec การประทะครั้งใหญ่ระหว่างนักเขียนการ์ตูน Jacques Tardi และผู้กำกับ Luc Besson







เอาล่ะ The League of Extraordinary Gentlemen, Van Helsing, Underworld, Arsène Lupin (อาร์แซน ลูแป็ง) และ Indiana Jones เตรียมขยับหลีกไป เมื่อสองโปรแห่งกรุงปารีสขยับมาเล่นบทแอ็คชั่นลั่นทุ่ง


Filmvirus ชื่นชมลายเส้นการ์ตูนของ Jacques Tardi มานานแล้ว เรื่องบรรยากาศเมืองฝรั่งเศสต้องยกให้เขาแหละ ลายเส้นที่มีเสน่ห์ซึ่งสะท้อนเมืองปารีส และเหลือบมุมสูงมุมต่ำของถนนได้อย่างแจ่มแจ้ว คราวนี้จะได้เห็นสร้างเป็นหนังใหญ่เสียที ไม่ใช่หนังเล็ก ๆ เสียด้วย แต่เป็นโปรเจ็คท์หนังไตรภาคของผู้กำกับ Luc Besson หวังว่าคงไม่บู๊หนักกันจนเสียอรรถรสการ์ตูนฝรั่งเศสนะ

Adèle Blanc-Sec เป็นตัวละครสาวนักข่าวในการ์ตูนซึ่งใช้ฉากย้อนยุคปี 1912 ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การผจญภัยของสาว อเดล บล็อง-เซค ที่พาสาวใจหาญกล้าอย่างเธอเดินทางรอบโลกไปเจอเหล่าโจรร้าย นักวิทยาศาสตร์บ้าคลั่ง ลัทธิบูชาปีศาจ มัมมี่ และไข่นกยักษ์โบราณ

นำแสดงโดย Louise Borguin, Gilles Lellouche และ Mathieu Amalric

เว็บการ์ตูน Les Aventures Extrodinaire d'Adele Blanc-Sec:
http://blancsecadele.free.fr/menu.html


ใครสนใจการ์ตูนว่าฝรั่งเศสยิ่งใหญ่หลากหลายแค่ไหน อ่านบทสนทนาระหว่าง Hayao Miyazaki และ Moebius (นามจริง Jean Giraud) ได้ในหนังสือ บุ๊คไวรัส - Bookvirus เล่ม 2 อ้อ ในเล่มมีบทความแนะนำ Enki Bilal ราชาการ์ตูนไซ-ไฟฝรั่งเศสที่ทำหนังเรื่อง Immortal ซึ่งสร้างจากหนังสือการ์ตูนที่เขาวาดเรื่อง Nikopol ด้วย (เล่มที่แปลเป็นไตรภาคนิโคโปลนั่นแหละ)

อ่านข้อมูลเรื่อง Enki Bilal เพิ่มที่นี่:
Enki Bilal ที่กรุงเทพ ฯ: http://www.onopen.com/2007/02/1879
กล่องของขวัญฝรั่งเศส- แสงเส้นเหลื่อมพิภพของ Enki Bilal: http://www.onopen.com/2007/02/1945

แด่ อุทิศ เหมะมูล My Comrade

จาก สนธยา ทรัพย์เย็น ถึง อุทิศ เหมะมูล
คำถามจาก ภาวินี อินเทพ
คำตอบบางส่วนในที่นี้ตีพิมพ์ใน เนชั่นสุดสัปดาห์ 23 ตุลาคม 2552
(ภาพ Laplae, Kaeng Koi ฉบับแปลภาษาอังกฤษโดย Marcel Barang ใน Bangkok Post -7 กันยายน 2552)

สิ่งแรกที่ผมบอกกับอุทิศหลังจากที่เขาได้รับรางวัลก็คือ “ในที่สุดเจ้าก็ได้รับในสิ่งที่เจ้าสมควรได้รับมานานแล้วเสียที” หลังจากที่เขาอุทิศตัวจริงจังให้กับการเขียนอย่างเป็นระเบียบมาหลายปี ดูเหมือนฟ้าจะเข้าข้างคนจริงบ้างก็คราวนี้ อาจปฏิเสธไม่ได้ว่าการดูหนังอาร์ตเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเรียนรู้ของเขา แต่ก็เช่นเดียวกับคนที่ขยันเรียนรู้และตกผลึกในมุมมองของตนเองทั้งหลาย หนังสือ ภาพเขียน หรือประสบการณ์ทุกอย่างที่แวดล้อมตัวเขาเป็นเพียงหนทางตัวอย่าง แต่ของจริงซึ่งทำหลอกกันไม่ได้นั้นมันก็ต้องออกมาจากข้างในอยู่ดี ไม่ใช่การหยิบยกไอเดียทื่อมะลื่อ อีกทั้งพรสวรรค์ทางภาษาและทักษะการคิดของเขาก็มีหลายมิติ ที่น่าสังเกตที่สุดก็คือ อุทิศคงจะเป็นนักเขียนวรรณกรรมไทยคนแรกที่รู้จักหนังแอฟริกัน หนังรัสเซีย หนังศรีลังกา ทัดเทียมกับที่ชื่นชม เจ เอ็ม โคเอ็ทซี จากแอฟริกาใต้ หรือ นากิบ มาห์ฟูซ ของอียิปต์ และเขารู้ดีว่ารายละเอียดต่างหาก ไม่ใช่พล็อตเรื่องที่ทำให้งานศิลปะอะไรก็ตามมีชีวิตยั่งยืน


พี่กับคุณอุทิศรู้จักกันได้ยังไง เพราะหนังชักนำมา หรือว่า รู้จักกันก่อนหน้านี้แล้ว

เพื่อนคนหนึ่งบอกว่าอยากให้ผมไปคุยกับรุ่นน้องของเขาที่ ม. ศิลปากร เขาคงเห็นว่าผมรู้จักหนังแปลก ๆ เลยอยากให้รุ่นน้องที่สนใจอยากทำหนังได้มีโอกาสดูหนังหลากหลาย ผมจึงได้รู้จักอุทิศและธเนศน์ นุ่นมัน สองคนนี้เขาเป็นคู่หูกันตั้งแต่ที่คณะ เขาเคยทำหนังสั้นกันด้วย จนตอนหลังเราทั้งสามคนมาทำหนังสือ 151 Cinema แต่ตอนสมัยเขาเรียน พวกเราเคยจัดฉายหนังที่คณะอยู่หลายครั้ง ฉายกันตั้งแต่รุ่นหิ้วฟิล์ม เลเซอร์ดิสค์ ยันวีดีโอเทป อุทิศเขาเคยมีวิญญาณของนักกิจกรรม ตอนนั้นพวกเราคงเหมือนกับอีกหลาย ๆ คนที่ชอบคิดว่าอยากเปลี่ยนโลก อยากให้คนได้รู้จักของดีดี แต่ยิ่งนานวันเราก็รู้ความจริงว่าเราทำอะไรได้แค่ไหน และวันนี้อุทิศคิดถูกแล้วว่าคนเรามีเวลาน้อย การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือทำตัวเองให้เป็นตัวอย่างที่ดี ถ้าใครเห็นว่าสิ่งที่เราเชื่อ ยึดถือและกระทำนั้นดี มันก็คงจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงได้ไม่ในทางใดทางหนึ่ง

พี่มองความเป็นนักวิจารณ์เขายังไงบ้างคะ แบบมุมมองไม่เหมือนใคร หรือว่า เป็นนักวิจารณ์ฝีปากกล้า หรือว่า นักวิจารณ์ที่มีลูกขยัน อะไรประมาณนี้ที่พี่มองเห็น

มุมมองของอุทิศไม่เหมือนใครตั้งแต่ตอนเรียนแล้วครับ ถามเพื่อนหรืออาจารย์เขาก็ได้ ขนาดอาจารย์ยังต้องมีเกรงใจแก๊งของอุทิศ ไม่ค่อยมีใครกล้าเถียงด้วย ถ้าเกิดใครบื้อมา เขาไม่ใช่คนยอมใครง่าย ๆ ส่วนเรื่องฝีปากกล้า เขาอาจจะเคยเขียนกระทบกระทั่งคนในวงการแรงๆ อยู่บ้าง แต่เขามีเหตุมีผลน่าฟังเสมอ ไม่ใช่อัดใครมั่วซั่ว ยิ่งเรื่องการเขียนวิจารณ์หนังหรือหนังสือนั้น เขาเลือกเขียนเฉพาะหนังที่เขาชื่นชมด้วยความรู้สึกรื่นรมย์ของนักค้นหา นักเรียนรู้ขยันศึกษาหาความรู้ ข้อมูลเชื่อถือได้ แต่ที่นำหน้าข้อมูลคือวิจารณญาณที่ดี คือมีมุมมองเฉพาะของคนที่สนุกกับโลกแปลกใหม่ ไม่หยุดแสวงหา เพราะการเสพงานศิลปะดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ เราไม่ได้แค่วัฒนธรรม หรือฝึกภาษาอังกฤษ มันไม่ได้ทำให้เราแค่ฉลาดคิด แต่แท้จริงทำให้เราฉลาดรู้สึก คนฉลาดคิดจะแค่มองมนุษย์กับสังคมเป็นโครง แต่คนฉลาดรู้สึกจะมองเห็นรายละเอียดคน หยั่งใจคน เวลาเขียนงาน ก็จะเขียนงานด้วยความอยากรู้จัก อยากเข้าอกเข้าใจ ยอมรับด้านอ่อนแอของคน ไม่ด่วนตัดสินหรือวางกรอบให้ตัวละครเป็นแค่หุ่นเชิด

ที่สำคัญการบรรยายความทั้งในงานวรรณกรรมและงานวิจารณ์ มีหลายเรื่องทีเดียวที่อุทิศบรรยายด้วยโวหารวิจิตร ไม่มีนักวิจารณ์หนังคนไหนเขียนแบบนี้หรอกครับ บางทีผมยังอดหมั่นไส้ไม่ได้ สำบัดสำนวนยังกับแต่งนิยายอยู่แน่ะ นี่ขนาดเขาเคยต้องเขียนวิจารณ์หนังสัปดาห์ละเรื่อง แน่นอนว่าการจะเขียนให้เข้าถึงลึกซึ้งทุกเรื่องย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่การจับประเด็นแล้วแจกแจงให้ได้ความในพื้นที่กำหนดแต่ละฉบับ ก็ต้องมีความรับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องกดดันพอดู งานแบบนี้ต้องคนขยันถึงทำได้ แต่ความขยันเขียน (เพื่อค่าตอบแทนที่น้อยมาก ๆ จนน่าตกใจ) นั้น ก็มีผลดีเหมือนกันคือ ช่วยให้เขาคล่องในการเขียนหนังสือมากขึ้นด้วย ฝึกวินัยให้เขาต้องใช้สมองครุ่นคิดถึงสาระของหนังหรือหนังสือที่เขาวิจารณ์อย่างเต็มที่ ซึ่งส่งผลดีกับเวลาทำงานวรรณกรรมในเวลาต่อมา

เท่าที่เห็น งานเขาดี โดดเด่นตั้งแต่แรกเลยไหมคะ
เพชรจะมาจากทับทิมไม่ได้หรอกครับ ช่วงเขียนวิจารณ์หนังใหม่ ๆ อาจมีกระท่อนกระแท่นบ้างตามธรรมดา แต่อุทิศเป็นคนฉลาดและพรสวรรค์ไกล เขาอาจเป็นคนดื้อ แต่เขาไม่โง่ เขาเรียนรู้เร็วกว่าผมและคนทั่วไปหลายเท่า และคนที่ฝึกฝนตัวเองบ่อยก็มักจะเรียนรู้ได้เยอะจากความผิดพลาดและผิดหวัง ตอนที่อุทิศออกนิยายเล่มแรก ผมทึ่งมาก เพราะมันไม่ใช่งานสมัครเล่นแบบที่มือใหม่หรือนักวิจารณ์หนังทั่วไปจะเขียนกัน ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่คนที่ใช้สมองด้านวิเคราะห์จะหันมาจับสร้างงานศิลปะได้ดีพอกัน (หรือดีกว่า) น้อยคนมาก ๆ ที่จะเหมาะข้ามฟากใช้สมองสองฝั่งได้ดี ผมทึ่งตรงนี้ที่สุด

หัวข้อที่ได้คุยแลกเปลี่ยนกันมากๆ คืออะไรคะ
ถกเรื่องผู้กำกับหนังและนักเขียนบ่อยที่สุดครับ เวลาเจอหนังแปลก ๆ ประหลาด ๆ ก็มาบอกเล่ากัน ซึ่งเขาจะไม่เหมือนหลาย ๆ คนที่ยอมแพ้หนังอะไรง่าย ๆ ถึงจะชอบหรือไม่ชอบมันก็ตาม เขาก็จะพยายามเข้าใจหนังนั้นให้ได้มากที่สุด เพราะถือมันเป็นบทเรียนอันหนึ่ง ในประเทศนี้คงมีคนให้คุยแบบนี้ได้ไม่กี่คน แต่พอเราคุยกันเรื่องหนังจนเหนื่อย เราก็กลับมาคุยกันเรื่องชีวิตประจำวัน ผมว่างานศิลปะทุกอย่างมันทำให้อุทิศมองชีวิตรอบตัวได้ทะลุ รู้ว่าชีวิตมันมีทั้งสุขทุกข์ แต่ก็ไม่ใช่คนขมขื่น หรือมองโลกในแง่ดีเกินไป ทำให้เขาระวังตัว แต่ก็ยอมรับความจริงได้มากขึ้น ส่วนชีวิตจริงมุมไหนที่เรายังทำใจไม่ได้ เราก็พยายามเอามุมสร้างสรรค์จากงานศิลปะมาเป็นกำลังใจสู้ต่อ ที่สำคัญคือต้องโยงศิลปะให้กลมกลืนกับชีวิตจริงได้ ถ้าเรายังเชื่อว่าศิลปะไม่ใช่แค่เรื่องของภูมิปัญญาบนหอคอย เราก็ต้องเรียนรู้วิธีที่จะอยู่ร่วมโลกกับคนเดินดินทั่วไปโดยไม่แปลกแยกมากนัก เพราะความรู้สึกขัดแย้งตรงนี้ก็สามารถเป็นแรงบันดาลใจที่วิเศษได้เหมือนกัน

โปรแกรมภาพยนตร์ของ ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ที่ The Reading Room (Kafka's Amerika)

Filmvirus ประทะ Kafka กับ Straub ที่ The Reading Room

โปรแกรมฉายภาพยนตร์ของ ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ที่ The Reading Room ห้องสมุดและศูนย์รวมกิจกรรมทางวัฒนธรรม
ณ ถนนเจริญกรุง 2351/4 ถนนเจริญกรุง (ปากซอย 91) ยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทรศัพท์ 02-289-0395, มือถือ 089-666-7978
เวลาทำการ พุธ-เสาร์ 13.00-18.00น.

กิจกรรมจัดฉายภาพยนตร์ห้องสมุดจะจัดฉายภาพยนตร์ทดลองและ วีดิโออาร์ต ร่วมกับกลุ่ม FilmVirus โดยจะจัดฉายเดือนละสองครั้ง (ชมฟรี) Admission Free
วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายนภาพยนตร์ของ Su Friedrich
วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม
ภาพยนตร์เรื่อง Klassenverhältnisse ของ Jean-Marie Straub และ Daniele Huillet (1984) สร้างจาก Amerika บทประพันธ์ที่เขียนไม่จบของ Franz Kafka + บทสัมภาษณ์ของ Jean-Marie Straub และ Daniele Huillet
วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม
ภาพยนตร์ของ Katsu Kanai


เว็บไซต์และที่ตั้งของ The Reading Room
http://www.readingroombkk.org/
โปรแกรมภาพยนตร์ของ Filmvirus ในงาน Art Square จตุรัสศิลป์ ระหว่างวันที่ 15-17 ธันวาคม 2552 ที่หอศิลป์จามจุรี: http://dkfilmhouse.blogspot.com/2009/10/art-square-7.html

เทศกาลละครกรุงเทพ 2552 Bangkok Theatre Festival 2009

เทศกาลละครกรุงเทพ 2552
Bangkok Theatre Festival 2009
Lakorn Thai Unlimited
อิ่มสุขร่วมสมัย เลือกสรรได้ไม่จำกัด
24 ตุลาคม – 8 พฤศจิกายน 2552 โดยเครือข่ายละครกรุงเทพ ร่วมกับ ประชาคมบางลำพูสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยกระทรวงวัฒนธรรม และ กรุงเทพมหานคร

รวมการแสดงกว่า 50 ผลงาน กว่า 100 รอบการแสดง ตลอดระยะเวลา 3 สัปดาห์ ณ สวนสันติชัยปราการร้านอาหารย่านถนนพระอาทิตย์ – ย่านบางลำพูและโรงละครโรงเล็กรายรอบกรุงเทพมหานครติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่

โทร. 08-1915-7885 และ www.lakorn.org
หมายเหตุ 24 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไป ชมผลงานที่แสดงตามร้านอาหารย่านถนนพระอาทิตย์ – ย่านบางลำพูและโรงละครโรงเล็ก รายรอบกรุงเทพมหานคร

31 ตุลาคม 2552 พิธีฉลองเปิดเทศกาล ณ สวนสันติชัยปราการ และเริ่มชมการแสดงฟรีในสวนสันติชัยปราการทุกวันเสาร์-อาทิตย์ (ส. 31 ต.ค. , อา. 1, ส. 7, อา. 8 พ.ย. 2552)

เป็นแฟนละคร กลุ่มละครไหนตามติดชม ผลงานของใครและเทศกาลละครกรุงเทพปีนี้ เรื่องใดจะโดดเด่นที่สุดพบกับตารางการแสดงกว่า 50 ผลงาน กว่า 100 รอบการแสดงความเคลื่อนไหวของเทศกาลละครกรุงเทพ 2552Bangkok Theatre Festival 2009ได้ที่นี่เร็ว ๆ นี้

ดูรายละเอียด http://www.lakorn.orghttp://btf2009.blogspot.com/

10/26/09

คนละครในงานเทศกาลศิลปะนานาพันธุ์

เรื่องของคนมีฝีมือที่หัวใจเป็นละคร
เทศกาลศิลปะนานาพันธุ์ สถาบันปรีดี พนมยงค์
วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2552

10/22/09

หนังบ้านที่หอภาพยนตร์ศาลายา 2552- Death is Everywhere

I’ve seen Death Everywhere

เวลาที่ตายแล้ว เวลาที่สาบสูญ ไม่มีหนังประเภทไหนอีกแล้วที่ทำให้รู้สึกถึงความไม่จีรังที่มากระชากคอหอยได้เท่ากับการดู หนังบ้าน (Home Movies) ชีวิตคนแปลกหน้าที่เหมือนภาพอดีตตายแล้ว ซึ่งบางทีอาจไม่สมควรได้รับการปลุกเสกให้ฟื้นมาจากไหแม่นาคอีกครั้งหนึ่ง เพราะการชุบชีวิตคืนให้โลกมืดบนแผ่นฟิล์มเซลลูลอยด์นั้นเป็นไปได้เพราะ – การที่สายตาคนเราไปจับจ้องมองมันอีกครั้งนั่นเอง –

ใช่แล้ว Death at Work ดังคำที่ Jean Cocteau กวี / ศิลปิน / ผู้กำกับฝรั่งเศสว่าไว้ ประเด็นนี้คือเรื่องที่ ฟิล์มไวรัส บ่นซ้ำซากไปหลายครั้งหลายคราว แล้วก็เพิ่งเขียนลงวารสารอ่านไปหยก ๆ (บทความ ‘ หนังส่วนตัวหน้าธารกำนัล’ http://www.readjournal.org/read-journal/2008-10-vol-3/read-pic/) แต่กับหนังประเภทเขียนบทแสดงทั่วไป มิติแห่งความเป็นความตายมันไม่คอขาดบาดตายเท่านี้ แต่กับหนังที่ถ่ายของจริง บันทึกชีวิตจริงนี่มันเป็นอะไรที่บอกไม่ถูก เมื่อชีวิตส่วนตัวเหล่านั้นถูกนำมาฉายขึ้นจอ

มันทำให้นึกถึงวัฏจักรแอบเสิร์ดการปลงตกของชีวิต ตั้งแต่การเกิด แก่ เจ็บ ตายที่วนเวียน ความทรงจำที่ทั้งสวยงาม เศร้าสร้อย ร้ายกาจ น่าเกรงกลัว

มันชวนให้นึกถึงชื่อหนังของ แฟรงค์ คาปรา หรือใครสักคน ที่ชื่อว่า Lady for a Day หรือไม่ก็หนัง Ginger and Fred ของ Federico Fellini ที่ตัวประกอบหน้าเหมือนเลียนแบบคนดัง มีโอกาสได้ออกทีวีแสดงโชว์คนละไม่กี่นาที มีคนหน้าเหมือนดารา มีคนหน้าเหมือนนักเขียน ฟรานซ์ คาฟก้า โผล่มาล้นประดังจนตาลาย เรียกได้ว่าทุกคน Got their 3 minutes of fame ก่อนจะกลับไปเป็นคนสามัญธรรมดา

หนังที่มีคุณค่าสำหรับคนถ่ายและคนที่ถูกถ่ายในเวลาโน้น อาจหมดคุณค่าหรือถูกลูกหลาน / และผู้ชมมองข้ามไปเลยก็ได้ กลายเป็นคนแปลกหน้าของหลานเหลนรุ่นใหม่ ๆ นั่นพ่อฉัน แม่ฉันเคยไปเที่ยวที่ไหน นั่น ปู่ฉัน ย่าฉันคุยกับใครที่ฉันไม่รู้จัก เที่ยวที่ใดที่ฉันไม่เคยมีประสบการณ์ร่วม ประสบการณ์ที่สลักสำคัญมากในวันนั้นกลับกลายเป็นอดีตที่ไม่ถูกจดจำ หรือหลงเหลือคุณค่าอย่างใดกับใครในปัจจุบัน

แต่บางที บางคราวในอีกมุมหนึ่ง ภาพส่วนตัวพวกนั้น มันก็มีอะไรกระซิบลึก ๆ กับคนอื่น ครอบครัวอื่น หรือสังคมวงกว้างได้ด้วย แฟชั่นการแต่งตัว ค่านิยมของยุคสมัยหนึ่ง ๆ ลักษณะการโพสต์ท่า หันข้างยืนเรียงแถวเท้าสะเอวเรียงกันหลายคน แต่ละคนปล่อยปลายผ้าเช็ดหน้าเหยียดยาวไปที่พื้น ลักษณะบ้านเมืองที่เปลี่ยนไป ปฏิกิริยาธรรมชาติเวลาที่ชาวบ้านชาวช่องในแบ็คกราวนด์มองตอบ หรือสะท้อนกลับมาที่หน้าเลนส์ ความไม่คงทนของเนื้อฟิล์มที่เริ่มเสื่อมสภาพ ส่งอาการเน่าเปื่อยสีแปลก แตกเกรนหลงเหลือแค่แม่สีหลักเพียงไม่กี่ตัว กลายเป็นก้อนสีแดงอมส้มแจ๋นจ้าที่ขัดตากับพื้นสีตุ่น ๆ

* จินตนาการดูเถอะ

หนังของคุณ ชาคริต จรรยากุลวินิต ภาพสมาชิกในครอบครัวทั้งเด็กและแก่เฒ่าอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา เที่ยวเล่น กินข้าวร่วมกัน ผู้บรรยายที่นำภาพมาฉายให้เราดูกัน บอกกับผู้ชมว่า เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มเด็กในภาพ เด็กคนที่ฟันหลอ เขากล่าวถึงภาพที่พ่อพาไปเที่ยวว่าพ่อเสียไปยี่สิบปีแล้ว ส่วนลูกน้องของพ่อในภาพที่มาสอนเขาเล่นปืน ตอนนี้ก็คงตายไปแล้ว

ภาพแดงเถือกของหนุ่มสาวในวันสมรส ของ คุณ อุดม ศรีเมลืองกุล ในภาพมีเพื่อนหรือใครสักคนกำลังอวยพรหรือเชียร์บ่าวสาวอย่างออกหน้าออกตา เราไม่อาจรู้ว่าเขากำลังพูดว่าอะไร เพระมันเป็นแค่หนังใบ้ แต่ท่าทางเขาเอาจริงเอาจังเหลือเกิน จนดูเหมือนกับกร้าวร้าว ส่วนคู่สมรสเอง โดยเฉพาะหญิงสาวที่สวยสะพรั่งก้มหน้ากึ่งเหนียมอายกึ่งวิตก เธอคิดอะไรกัน ในภาพต่อมาเธอกำลังแต่งผมหน้ากระจก สีหน้าเธอดูเป็นกังวล (ต่ออนาคต? หรือเธออึดอัดกับพิธีกรรม? ใครเล่าจะบอกได้?)


หาบข้าว นวดข้าว สีข้าว หนังขาวดำของคุณ ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ เห็นภาพชนบทหลายสิบปีก่อนที่คุณยายสามสี่คนสาธิตกระบวนการทำข้าว มีฉากคุณยายสี่คนยืนเรียงกัน ฝ่ามือพิงตัวบ้าน แล้วย่ำสองเท้านวดข้าว น่ารักมาก ภาพอย่างนี้ฟิล์มราชการแบบหนังในหลวงไม่รู้จะมีให้ดูไหม เป็นมุมเล็ก ๆ ที่โชคดีมีคนบันทึกไว้

เวทีประกวดนางสาวพะเยาเมื่อปี 2497 ของคุณ วิศเวท วัฒนสุข ฟิล์ม 8 มม. ได้เปลี่ยนสีเป็นสีแดงประหลาด ๆ หลุดจากแบ็คกราวนด์ นางงามแต่ละคนเดินนวยนาดสโลโมชั่น ส่ายหัวซ้ายที ขวาทียิ้มให้ผู้ชมและกรรมการ ภาพบางนี้ไม่ได้เห็นคงนึกไม่ออกว่า เมื่อก่อนนางงามเขาเดินกันแบบนี้ เรียกเสียงฮากันตึง หากนางสาวไทยในปัจจุบันรับรูปแบบมาใช้

นอกจากนี้ก็มีภาพหน้าโรงหนังเฉลิมกรุง ฉายเรื่อง โยยิมโบ (ไม่แน่ใจว่าอันเดียวกับของ คุโรซาว่าไหม) หนังที่ถ่ายวันแห่ศพ มิตร ชัยบัญชา งานวันเปิดบริษัท บี กริมม์ แอนด์ โก สาขาใหม่ เห็นเขาว่าบริษัทนี้เป็นบริษัทเยอรมันเก่าแก่ที่เปิดห้างสรรพสินค้าแห่งแรกในสยาม ซึ่งมาเปิดเมื่อ 130 ปีแล้ว ดูรายละเอียดที่นี่ http://www.siamtakeang.com/webboard/index.php?topic=662.0
ในภาพเป็นพิธีอัญเชิญตราครุฑพระราชทาน แขวนบนยอดสูง มีฝรั่งอ้วน ๆ ใส่สูทขาวหน้าตาเหมือนลุงนายพล KFC ที่ถ่ายกับหมู่พระกำลังสวด แล้วฝรั่งคนนี้ก็เดินลงไปที่ริมน้ำ ไม่รู้ไปทำอะไร

บางแง่มุมของหนังบ้านชวนให้นึกถึงหนังประเทศเชกเรื่องนี้ Private Century ที่ทำขึ้นจากหนังบ้านของประชาชนประเทศเขา http://twilightvirus.blogspot.com/2009/09/private-century.html

นึกถึงโครงการ Images for the Future ในอนาคต ฟิล์มไวรัส อยากจะรวบรวมหนังบ้านพวกนี้จากทุคภาคในประเทศไทย ก่อนที่ลูกหลานจะโยนอดีตของพ่อแม่ตัวเองทิ้งไป เอามาฉายโชว์ เก็บสต็อค จัดหมวดหมู่ เป็นวัตถุดิบที่เชิญคนทำหนังไทยหลาย ๆ คนมาตัดหนังคอลลาจในแบบของตัวเอง คงเป็น Anthology Films ที่น่าสนใจ แข่งกับ ปารีส เฌอแตม

นึกถึงอีกเรื่อง Lisbon Story ของ Wim Wenders (http://www.youtube.com/watch?v=yGTm7XlrUeA) มีตัวผู้กำกับที่หนีการทำหนัง ไปเป็นคนเร่ร่อนสะพายกล้องติดหลัง ให้กล้องมันถ่ายของมันเอง ถ่ายไปเพื่อเก็บวีดีโอให้คนรุ่นอนาคตดู (แต่เจ้าตัวไม่ดู) ไม่รู้มีใครจำได้ไหม

นั่นล่ะ หนังบ้าน ฉายกันไปในงานวันหนังบ้านสากล ปีนี้เพิ่งฉายไปเมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2552 ที่โรงหนังศรีศาลายา หอภาพยนตร์แห่งชาติ อดีตที่ล่วงลับ กับบางอดีตที่ฟื้นคืน ไม่ต่างมากนักจากนิยายเรื่อง The Brief History of the Dead ของ Kevin Brockmeier http://technicallysweet.blogspot.com/2008/05/my-sassy-book-3-brief-history-of-dead.html ที่ความทรงจำถึงตัวคนตาย จะยังคงอยู่ก็ต่อเมื่อยังมีคนที่มีชีวิตคนใดสักคนซึ่งยังทะนุถนอมความทรงจำนั้นไว้

ทั้งน่าสลดและน่าซาบซึ้งว่า ความชอบ ความหลงใหล ความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของที่เราถือมั่น และบางคราวเลือกใช้ฟิล์มจับต้อง บันทึกภาพไว้ เก็บภาพ “ความตายที่กำลังดำเนินการ” death at work (เพราะคิดว่ามันจะอยู่คงทนด้วยการสลักเสลาผ่านห้วงเวลา- sculpting in time) นั้นสุดท้ายแล้ว หลายอย่างก็สลายกายภาพและพลังเจิดจ้าของมันลงไปจนไร้ความจีรังยั่งยืน เว้นแต่ฟิล์มนั้นจะสามารถจับความบางชนิดที่อยู่เหนือกาลเวลาและเป็นสากลทางจิตใจ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผ่านการลำดับภาพที่มีทิศทาง) เมื่อนั้นกายภาพที่เสื่อมสูญก็คงไม่ใช่ปัจจัยสำคัญอะไรอีก เพราะแรงขับ แรงปรารถนาดี (หรือกระทั่งแรงอาฆาตแนว Michael Haneke) ซึ่งบ่มเพาะไว้ผ่านอากาศธาตุ ก็เพียงพอให้คนจำนวนมากได้รู้สึกถึงแรงสัมผัส แม้จะไม่อาจมองเห็นโดยตาเปล่าได้อีกต่อไป

ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณค่าของบางสิ่งย่อมแตกต่างกันไปโดยขึ้นตรงต่อผู้ดู / ผู้รับ คล้องจองกันไหมนะกับกรณี The Eye of the Beholder ชื่อนิยายนักสืบชั้นยอดของ Marc Behm (ที่กลายเป็นหนังสุดห่วยของผู้กำกับ Stephen Elliott - Priscilla, Queen of the Desert ร่วมด้วยช่วยกันห่วยโดย Ewan Mcgregor)

10/21/09

ลายเส้นหนุก ๆ ของ Kido Skie

ที่ระลึกจากน้อง Kido Skie


ยังไม่เคยเจอหน้าน้อง Kido Skie แต่ชอบลายเส้นสนุก ๆ ของน้องเขา เสียดายเห็นช้าไป ไม่งั้นจะเอาไปลง bookvirus ฟุ้ง 05 ฉบับ ‘นางเพลิง’ เอาเป็นว่าขอมาลงตรงนี้ก่อน แต่ลงที่ blogspot นี่ ภาพมันเล็กไป (กรุณาคลิกขยายดูรูปใหญ่) สงสัยเดี๋ยวคงต้องไปลงอีกทีที่ http://filmvirus.wordpress.com/




นี่คือบางตัวอย่าง เอาจริงต่อไปนะน้อง Kido Skie มีแววอยู่แล้วนี่นะเรา










(ใครชอบรูปไหนก็บอกน้อง Kido ได้นะครับ)

10/18/09

โรงแรมอัลฟ่าวิลล์


โรงแรม อัลฟ่าวิลล์ โดย วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา
หนังสือดเล่มโปรดของ นิวัต พุทธประสาท นักเขียน-บรรณาธิการจากอัลเทอร์เนทีฟไรเตอร์ส และเม่นวรรณกรรม
(จากนิตยสาร GM เดือนตุลาคม 2552)

10/17/09

Filmvirus - The Return of First Episode


มันไม่ใช่เครื่องบิน มันไม่ใช่รถไฟ มันคือตัวอัปรีย์ ฟิล์มไวรัส
It’s alive! It’s back!

เพิ่งขุดพบไดโนเสาร์จากโกดัง
หนังสือ ฟิล์มไวรัส 01 ยุคบุกเบิก สมัยที่ชื่อ Godard, Kiarostami, Tarkovsky, Wong Kar wai ยังแปลกประหลาดนอกโลก กลับมาจำหน่ายแล้วในจำนวนจำกัด สภาพไม่งดงามขาวสวยเหมือนใหม่ เพราะพิมพ์มากว่า 11 ปีแล้ว (ปี 2541) ใครผู้ใด๋ ส่นใจ๊ อยากด้าย เชิญแจ่มตามสำราญ ได้ที่บู้ธอัลเทอร์เนทีฟไรเตอร์ - บู้ธ Alternative Writers โซน C ชั้น 1 เลขบู้ธ 015

รีบด่วน เพราะสต็อคมีน้อย อาจหาไม่ได้อีกแล้วในรอบหน้า ขาย 200 บาทเต็มราคา ไม่มีลดจ้า!

10/15/09

Every Day is a Holiday (Chaque Jour est une Fête) ที่งานเทศกาลหนัง Mannheim-Heidelberg 2009

3 สาวเลบานอนบุก!

เพิ่งวางตลาด 'นางเพลิง' bookvirus ฟุ้ง 05 ไปเมื่อวาน มาวันนี้ชีวิตดูมีสีสันเพราะข่าวล่าสุดที่เพิ่งได้รับจาก เทศกาลหนังมันน์ไฮม์-ไฮเดลแบร์ก
58th International Filmfestival Mannheim-Heidelberg 2009:
http://www.iffmh.de/en/Homepage/

งานนี้เคยไปมาครั้งหนึ่งเมื่อกี่ปีแล้วนะ? นึกไม่ออก แต่เห็นโปรแกรมปีนี้แล้วน่าสน เห็นมีคารวะ Atom Egoyan และโปรแกรมหนังอิหร่านอันเดอร์กราวนด์ด้วย แล้วยังมี.....

สาวสวยคนนี้ ใครจำเธอได้บ้าง Dima El-Horr สาวชาวเลบานอน คนที่ เจ้ย - อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เคยสัมภาษณ์ลงหนังสือกระจอกกระจิบชื่อ Filmvirus 01 ไงจ๊ะ มาบัดนี้เธอมีผลงานหนังใหญ่แล้วในชื่อ Every Day is a Holiday (Chaque Jour est une Fête) เข้าประกวดที่เทศกาลหนังโตรอนโต้ที่เพิ่งผ่านมานี้เอง

โปรแกรมหนังที่เทศกาลโตรอนโต้
http://www.tiff.net/filmsandschedules/films/everydayisaholiday

อ่านที่ฝรั่งเขียนในโปรแกรมข้างบนแล้วขำ มันไปเอาข้อมูลจากที่ไหนว่า อภิชาติพงศ์ ปลื้มกับหนังของ ดิม่า จนต้องตามหาตัว ดิม่า มาสัมภาษณ์ มันอาจไม่รู้นิ (หรือไม่ยอมบอก) ว่าสองคนนี้เรียนรุ่นเดียวกันที่ Art Institute of Chicago แล้วใครอีกคนที่ประทับใจกับหนัง The Street จนยุเจ้ยให้สัมภาณ์เธอ

(สันนิษฐานว่าคนเขียนข้อมูลอ่านบล็อกคนไทย หนู CelineJulie แห่ง Limitless Cinema)

ตามข่าวว่า Every Day is a Holiday (Chaque Jour est une Fête) ของสาว Dima El-Horr นั้นเป็นเรื่องแนว Road Movie ของสามสาวที่ขึ้นรถเมล์มุ่งหน้าไปยังคุกชายด้วยเหตุผลแตกต่างกันไป คนหนึ่งไปหาผัวที่เพิ่งถูกจับหมาด ๆ หลังเข้าหอ อีกคนอยากให้ผัวเซ็นใบหย่า ส่วนคนสุดท้ายใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เอาระเบิดไปให้ผัวที่เป็นยาม แน่นอนว่าระหว่างทางต่างคนก็ต่างค้นพบตัวเอง แล้วสะท้อนภาพความขัดแย้งร้างเรื้อกลางเมืองอะไรกันไปตามถนัด

มี Facebook ด้วยเผื่อสมัครเป็นแฟนหนัง Dima El-Horr แต่เนิ่น ๆ เชิญไปให้กำลังใจกันนะ http://www.facebook.com/group.php?gid=96878296806
Hooray for Dima!
Good Luck with your Film

10/13/09

เผยโฉมสาวโฉด ‘นางเพลิง’ bookvirus ฟุ้ง 05

เรื่องสั้นแปล ‘นางเพลิง’ bookvirus ฟุ้ง 05

กลับมาหมดแล้วหมดกันอีกครั้ง กับโลกของนักเขียนหญิง และกงการวายวุ่นของเจ้าหล่อน
ด้วย 3 เรื่องสั้นแปลของ 3 สาว 3 พิกล อวลกลิ่นกิมจิและโซบะ

ขึ้นชื่อว่า ฟิล์มไวรัส และ บุ๊คไวรัส เรื่องยอดขายไม่ต้องพูดถึง กระฉูด!

จาก ฟิล์มไวรัส เล่ม 1 (ปี 2541) พิมพ์ 3,000 เล่ม ขายมาหลายชาติกว่าจะยุบ กระทั่งถึงคราว bookvirus 03 เรื่องสั้นแปลชุด ‘กาจับโลง’ กัดฟันพิมพ์สองร้อยเล่ม มี แดนอรัญ แสงทอง ช่วยแปล แอบหวังว่าจะมีป๋าดัน เจ๊ดัน ช่วยกวาดเกลี้ยงแผง แต่ก็ยังอุตส่าห์วิ่งสโลโมชั่น http://dkfilmhouse.blogspot.com/2009/07/bookvirus-series-03.html

เล่มใหม่ bookvirus 04 ‘สนธิสัญญาอสูร’ กับ bookvirus 05 ‘นางเพลิง’ จึงพิมพ์ปกละหนึ่งร้อยเล่มเท่านั้น (หลังแจกจ่ายผู้หลักผู้ใหญ่ คงวางขายจริงไม่เกิน 80 เล่ม) เอาเข้าไป! กะแข่งกับหนังสือใบลานหรือไง อยากเห็นหน้าคนซื้อจริง ๆ ว่า ในจำนวนคนซื้อ 80 คนนี้ มีหน้าตาประหลาดจากชาวโลกไหม

สาวสวยที่ถูกยัดเยียดให้โหดตามภาพนี้คือใคร ย่อมไม่มีใครตอบถูก
ยกเว้น แก๊ง ชาร์ลี แองเจลส์ ที่เราตั้งใจจะอุทิศให้อย่างเป็นทางการ (แต่แล้วก็ด้วยปัญหาทางการจัดพิมพ์จึงต้องเปลี่ยนมาบอกป่าวกันในที่นี้)

3 สาวในเรื่องสั้นอาจจิตตกไม่ถึงพระเดชพระคุณ ต้องขออภัยไว้ล่วงหน้า
ขอกลับมาแก้ตัวคราวหน้ากับ La Maladie de la Mort ของ Marguerite Duras แปลจากต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส (bookvirus ร่วมมือกับวารสาร อ่าน)

* หนังสือ filmvirus และ bookvirus มีอาละวาดชัวร์ที่งานมหกรรมหนังสือแห่งชาติระหว่างวันที่ 15 – 25 ตุลาคม 2552 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตต์ *

หนังสือในเครือ filmvirus และ bookvirus
บู๊ธ Alternative Writers โซน C ชั้น 1 หมายเลขบู๊ธ O15
ซื้อ filmvirus เฉพาะเล่ม 3 กับ สัตว์วิกาล: ภาพเรืองแสงของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และเล่ม 151 Cinema ได้ที่บู๊ธ open - Plenary Hall บู๊ธ K 05
เฉพาะ bookvirus ซื้อได้ที่ บู๊ธของ วารสารอ่าน และ ฟ้าเดียวกัน - บู๊ธ โอ 59 โซน ซี 1
เฉพาะ bookvirus ซื้อได้ที่ บู๊ธของสำนักพิมพ์คมบาง - บู๊ธ M 32 โซน C 1 ชั้นล่าง

10/11/09

‘สนธิสัญญาอสูร’ bookvirus 04 และ ‘นางเพลิง’ bookvirus 05 อาละวาดชัวร์ที่งานมหกรรมหนังสือเดือนตุลาคม 2552 (เวอร์ชั่น 100 เล่มหมดแล้วหมดกัน)

‘สนธิสัญญาอสูร’ bookvirus 04 และ ‘นางเพลิง’ bookvirus 05 บุกงานมหกรรมหนังสือเดือนตุลาคม 2552 (พิมพ์อย่างละหนึ่งร้อยเล่ม)

bookvirus กลับมาอีกครั้งคราวนี้กับ 3 เรื่องสั้นแปลคัดสรรในแต่ละเล่ม

เพื่อให้เข้ากับนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง (ขาดมือ) bookvirus 04 และ 05 จึงปรับกระแสทันแฟชั่นด้วยการลดจำนวนพิมพ์ลง จากเล่มที่แล้ว bookvirus ฟุ้ง 03 เวอร์ชั่น ‘กาจับโลง’ พิมพ์สองร้อยเล่ม http://dkfilmhouse.blogspot.com/2009/07/bookvirus-series-03.html

มาคราวนี้ ‘สนธิสัญญาอสูร’ และ ‘นางเพลิง’ ภูมิใจลดจำนวนลงเพื่อแข่งกับการสะสมใบลาน เป็นจำนวนหนึ่งร้อยเล่มเท่านั้น เบ็ดเสร็จแจกจ่ายญาติผู้ใหญ่แล้ว คาดว่าคงมีเหลือวางจำหน่ายอย่างละ 80 เล่ม ขายหมดแล้วหมดเลย ไม่มีพิมพ์ซ้ำ

งานนี้ไม่ต้องหวังลม ๆ แล้ง ๆ รอป๋าดันหรือแม่ยกเขียนเชียร์

‘สนธิสัญญาอสูร’ มีตีพิมพ์ 2 ปก ให้เลือกอย่างละ 50 เล่ม ไฉไลดีไซน์โดย นฆ ปักษนาวิน และ ภีม อุมารี (ภาพประกอบเรื่องสั้นโดย Mr. Ripley)

ซื้อหนังสือ filmvirus และ bookvirus ได้ที่งานมหกรรมหนังสือแห่งชาติระหว่างวันที่ 15 – 25 ตุลาคม 2552 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตต์

หนังสือในเครือ filmvirus และ bookvirus
บู๊ธ Alternative Writers โซน C ชั้น 1 หมายเลขบู๊ธ O15
ซื้อ filmvirus บางเล่มได้ที่บู๊ธ open K 05
เฉพาะ bookvirus ซื้อได้ที่ บู๊ธของ วารสารอ่าน และ ฟ้าเดียวกัน - บู๊ธ โอ 59 โซน ซี 1
เฉพาะ bookvirus ซื้อได้ที่ บู๊ธของสำนักพิมพ์คมบาง - บู๊ธ M 32 โซน C 1 ชั้นล่าง

10/3/09

Truffaut and Rivette เมื่อคนรักหนังกระทบไหล่กับคนทำหนังระดับบรมครู

ฟังเรื่องการสัมภาษณ์ผู้กำกับในงานบางกอกฟิล์มจาก filmsick แล้ว พอวันถัดมาอ่านเจออันนี้

ในสมัยหนึ่งที่ François Truffaut กับ Jacques Rivette ยังไม่อยู่ในตำนานนักทำหนังที่โลกจดจำอย่างเช่นทุกวันนี้ มีอย่างหนึ่งที่ทั้งคู่บุกเบิกไว้ที่นิตยสาร Cahiers du cinéma นิตยสารหนังเล่มประวัติศาสตร์ (ที่ปัจจุบันอายุเกือบ 60 ปีแล้ว) นั่นคือการใช้เทปอัดสัมภาณ์ผู้กำกับ

แน่นอนสมัยนี้ใคร ๆ ก็อัดเสียงสัมภาษณ์ได้ง่ายสะดวก ปัจจุบันหนังสือสัมภาษณ์คนทำหนังในเครือสำนักพิมพ์ Faber and Faber Books ก็ทำหนังสือแบบนี้มาเยอะแยะ แต่ดั้งเดิมทีเครื่องอัดเทปเสียงยี่ห้อ Grundig นั้นน้ำหนักเกือบ 9 ปอนด์ เป็นเทปเสียงม้วนกลม ๆ ที่ต้องสาวเทปเข้าม้วนเปล่าฝั่งตรงข้าม (เหมือนฟิล์มหนัง) สมัยก่อนยังไม่มีใครเคยริเริ่มใช้อัดสัมภาษณ์ศิลปินสด ๆ แบบตีพิมพ์กันยาว ๆ มีแต่เคยใช้บันทึกความเห็นดาราหรือผู้อำนวยการสร้าง แต่ยังไม่เคยมีใครสนใจมาใช้บันทึกความเห็น หรือคุยเจาะลึกเรื่องหนังกับผู้กำกับมาก่อน (ยิ่งสมัยนั้นหนังยังไม่ถูกนับเป็นงานศิลปะ คนจึงเข้าใจกันว่าผู้กำกับไม่มีเรื่องจะพูด) ฟรองซัวส์ ทรุฟโฟต์ เห็นตัวอย่างจากการสัมภาณ์วิทยุที่ Paul Léautaud ไปสัมภาษณ์นักเขียน Robert Mallet เขาเลยลองเอามาใช้บ้าง ผลก็คือบทสัมภาษณ์ผู้กำกับ Jacques Becker (ปัจจุบันนี้คนรู้จักเขาจากหนังคลาสสิกสามเรื่องคือ Casque d’ Or กับ Touchez pas au Grisbi และ Le Trou) ความยาว 12 หน้า อันเป็นบทสัมภาษณ์ระดับมาสเตอร์พีซชิ้นแรกในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1954 ซึ่งเก็บความมาจากการคุยกว่าสามชั่วโมง


แก๊งสัมภาษณ์ของสองหนุ่มที่เรียกตัวเองว่า Truffette กับ Rivaut กลายเป็นทีมคู่หู คู่สัมภาณ์ที่แยกกันไม่ออก มีผลงานต่อเนื่องมาด้วยกันหลายเล่ม ว่ากันว่าตอนแรก Jacques Becker นึกว่า สองคนนี้เป็นคู่เกย์เสียด้วยซ้ำ


ระหว่างปี 1954-1957 ทีมงานนิตยสาร Cahiers du cinéma ซึ่งรวมถึง Jean Luc-Godard และคนอื่น ๆ ร่วมกันทำบทสัมภาษณ์ผู้กำกับที่กลายเป็นครูใหญในวงการหนัง เช่น Jean Renoir, Luis Buñuel, Roberto Rossellini, Abel Gance, Alfred Hitchcock, Howard Hawks, Robert Aldrich, Joshua Logan, Anthony Mann, Max Ophüls, Vincente Minnelli, Jacques Tati, Orson Welles, Gene Kelly, Nicholas Ray, Richard Brooks, Luchino Visconti และ Fritz Lang ชึ่งผู้กำกับเกือบทั้งหมดในรายชื่อเหล่านี้ ได้กลายมาเป็นสถาบันภาพยนตร์ที่ Truffaut, Rivette และเพื่อน ๆ ร่วมปลูกฝังรากฐานการศึกษาภาพยนตร์มาจนถึงทุกวันนี้



น่าสนใจอย่างหนึ่งว่า คอหนังยุคใหม่ ๆ อาจจะมองข้ามฝีมือทำหนังของ François Truffaut ไป นึกว่า Truffaut มีแต่หนังของตายอย่าง Jules and Jim, Day for Night หรือ The 400 Blows จนลืมไปว่างานเล็ก ๆ อย่าง The Wild Child, Small Change, Two English Girls, The Man Who Loved Women และ The Green Room ก็น่าประทับใจไม่ใช่น้อย ไหนจะ Fahrenheit 451 และ The Last Metro อีกล่ะ ชวนให้นึกถึงตัวเองสมัยดูหนังใหม่ ๆ ว่าเคยตื่นเต้นกับ Godard, Rivette มากกว่า ทรุฟโฟต์ แค่ไหน เคยดูถูกว่า Truffaut สู้คนอื่นไม่ได้เพราะดัดแปลงหนังสือมาเป็นหนังบ่อย ๆ แต่ที่จริงหนังแบบวรรณกรรมของ Truffaut ก็น่าประทับใจไม่น้อย